วันเสาร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2560

ปริจเฉทที่ ๒

อภิธัมมัตถสังคหะ
---
ทุติโย ปริจฺเฉโท
ปริจฺเฉโท ปริจเฉท ทุติโย ที่ ๒ มยา อันข้าพเจ้า วุจฺจเต จะกล่าว.

                    เอกุปฺปาทนิโรธา จ                 เอกาลมฺพนวตฺถุกา
                    เจโตยุตฺตา ทฺวิปาส          ธมฺมา เจตสิกา มตา ฯ
          ธมฺมา ธรรมทั้งหลาย ทฺวิปฃฺฃาส ๕๒ เจโตยุตฺตา ที่ประกอบด้วยจิต   เอกุปฺปาทนิโรธา จ มีการเกิดขึ้นและดับไปพร้อม [จิตฺเตน ด้วยจิต] เอกาลมฺพนวตฺถุกา จ มีอารมณ์และวัตถุเป็นอันเดียวกัน [จิตฺเตน ด้วยจิต] ปณฺฑิเตน อันบัณฑิต มตา กล่าวแล้ว [อิติ ว่า] เจตสิกา  เจตสิก. 

***********
อภิธัมมัตถวิภาวินีฎีกา
---
ทุติยปริจฺเฉทวณฺณนา
ทุติยปริจฺเฉทวณฺณนา การอธิบายซึ่งปริจเฉทที่ ๒
มยา อันเรา วุจฺจเต จะกล่าว.
        ๑๕๙. เอว  ตาว  จิตฺต  ภูมิชาติสมฺปโยคสงฺขารฌานาลมฺพนมคฺคเภเทน ยถารห  วิภชิตฺวา อิทานิ เจตสิกวิภาคสฺส อนุปฺปตฺตตฺตา ปม ตาว จตุพฺพิธสมฺปโยคลกฺขณสนฺทสฺสนวเสน  เจตสิกลกฺขณ ฅเปตฺวา  ตทนนฺตร  อฺสมานอกุสลโสภณวเสน  ตีหิ  ราสีหิ เจตสิกธมฺเม  อุทฺทิสิตฺวา  เตส  โสฬสหากาเรหิ  สมฺปโยค เตตฺตึสวิเธน สงฺคหฺจ  ทสฺเสตุ  เอกุปฺปาทนิโรธา  จาติอาทิมารทฺธ.
          อิทานิ บัดนี้ อนุปฺปตฺตตฺตา ก็เพราะความที่ - เจตสิกวิภาคสฺส การจำแนกเจตสิก - ถึงแล้วโดยลำดับ[1] เอกุปฺปาทนิโรธา จ อิติ อาทิ วจนํ คำเริ่มต้นว่า  เอกุปฺปาทนิโรธา จ ดังนี้  อาจริเยน อันอาจารย์   วิภชิตฺวา ครั้นจำแนก จิตฺตํ จิต ภูมิชาติสมฺปโยคสงฺขารฌานาลมฺพนมคฺคเภเทน ตามความต่างกันแห่ง ภูมิ ชาติ สัมปโยค สังขาร ฌาน อารมณ์และมรรค ยถารหํ ตามสมควร[2] เอวํ อย่างนี้ ตาว ก่อนแล้ว อารทฺธํ จึงเริ่มขึ้นไว้[3]   ทสฺเสตุ เพื่อที่จะ - ฅเปตฺวา วาง เจตสิกลกฺขณํ ลักษณะของเจตสิก จตุพฺพิธสมฺปโยคลกฺขณสนฺทสฺสนวเสน เนื่องด้วยจะชี้ลักษณะคือการประกอบกัน ๔ ประการ ปฅมํ เป็นลำดับแรก อุทฺทิสิตฺวา แล้วแสดง เจตสิกธมฺเม เจตสิกธรรม ราสีหิ โดยเป็นกอง ตีหิ สาม อฺสมานอกุสลโสภณวเสน โดยเกี่ยวกับเป็นอัญญสมานเจตสิก อกุศลเจตสิก และโสภณเจตสิก ตทนนฺตรํ ไว้ในลำดับแห่งการวางลักษณะคือการประกอบกัน ๔ ประการนั้น - แล้วจึงแสดง สมฺปโยคํ ซึ่งสัมปโยคะ  โสฬสหากาเรหิ โดยอาการ ๑๖ ด้วย สงฺคหํ ซึ่งสังคหะ [4]   ด้วย เตสํ แห่งเจตสิกเหล่านั้น เตตฺตึสวิเธน [สงฺคเหน โดยสังคหนัย] มีประการ ๓๓ ตาว โดยลำดับ[5].



[1] มณิ.แนะให้ว่า อนุปฺปตฺตตา สัมพันธ์เข้ากับ อิทานิ.
[2] หมายความว่า แสดงการจำแนกไปตามสมควรแก่จิตในภูมินั้น คือ แสดงการจำแนกกามาวจรจิต โดยประเภทแห่งภูมิ ชาติ สัมปโยคะและสังขาร. รูปาวจรจิตโดยประเภทแห่งฌาน, อรูปาวจรจิตโดยประเภทแห่งอารมณ์และโลกุตตรจิตโดยประเภทแห่งมรรค ตามสมควร.
[3] ด้วยข้อความนี้แสดงว่า ประมวลเนื้อความของเจตสิกปริจเฉท นี้มีอยู่ ๔ ประการคือ ๑. ลักษณะแห่งความเป็นเจตสิก ๔ ประการ มีการเกิดขึ้นพร้อมกันเป็นต้น, ๒. เจตสิกธรรมเหล่านี้ถูกยกขึ้นแสดงเป็น ๓ กลุ่ม, ๓. สัมปโยคนัยของเจตสิกเหล่านั้น (การประกอบกับจิตแห่งเจตสิก) มีโดยอาการหรือ ๑๖ ประเภท. ๔. การสงเคราะห์จิตที่มีเจตสิกประกอบมี ๓๓ อย่าง.
[4] สัมปโยคะ ได้แก่ การที่เจตสิกประกอบในจิตตุปบาทที่สมควรโดยประการเป็นต้นว่า มีการเกิดขึ้นพร้อมกัน เป็นต้นร่วมกัน [เจตสิกแต่ละดวงมีอยู่ในจิตกี่ดวงตามที่จะประกอบได้]. ส่วนสังคหะ  ได้แก่ ภาวะที่เจตสิกเหล่านั้นประชุมกันแล้วพึงถูกถือเอา [การนับจำนวนว่าในจิตแต่ละดวงมีเจตสิกเท่าใด].
[5] แปลตามนัยของโยชนาที่แสดงว่า ตาว ศัพท์ ได้แก่ โดยลำดับแห่งการกระทำมีการตั้งลักษณะเป็นต้น. แต่ในมณิ. ให้แปลเป็นบทไขความของ ปฅมํ. ถ้าเอาตามนัยที่มาในมณิ. ก็จะได้คำแปลว่า ปฅมํ = ตาว ก่อนจะแสดงเจตสิกธรรม 

วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2559

อเหตุกจิต ครั้งที่ ๑๔ อธิบายเหตุที่ทุกขสคตกายวิญญาณจิตมีเวทนาเป็นทุกข์

อภิธัมมัตถสังคหะ
อเหตุกจิต
       อุเปกฺขาสหคต   จกฺขุวิฃฺฃาณํ,  ตถา  โสตวิฺาณ   ฆานวิฺาณ  ชิวฺหาวิฺาณ  ทุกฺขสหคต  กายวิฺาณ  อุเปกฺขาสหคต สมฺปฏิจฺฉนฺน, ตถา   สนฺตีรณฺเจติ  อิมานิ  สตฺตปิ อกุสลวิปากจิตฺตานิ  นาม.
          อิมานิ จิตฺตานิ จิตเหล่านี้ สตฺตปิ แม้ ๗ ดวง อิติ คือ จกฺขุวิฃฺฃาณํ จิตที่อาศัยจักขุปสาท อุเปกฺขาสหคตํ เกิดร่วมกับอุเบกขา-เวทนา [ ดวงหนึ่ง]โสตวิฃฺฃาณํ จิตที่อาศัยโสตปสาท [ ดวงหนึ่ง]ฆานวิฃฺฃาณํ จิตที่อาศัยฆานวิญญาณ [ ดวงหนึ่ง]ชิวฺหาวิฃฺฃาณํ จิตที่อาศัยชิวหาปสาท [ ดวงหนึ่ง] ตถา [อุเปกฺขาสหคตํ เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา]เช่นเดียวกัน
**********

อภิธัมมัตถวิภาวินีฎีกา 
                อเหตุกจิต (๑๔) อธิบายเหตุที่อกุสลวิบากกายวิญญาณจิตมีเวทนาเป็นทุกข์
              ๙๐. กายวิาณสฺส  ปน  โผฏฺพฺพสงฺขาต  ภูตตฺตยเมว  อารมฺมณนฺติ  ตกายปฺปสาเท  สงฺฆฏิตมฺปิ  ต  อติกฺกมิตฺวา  ตนฺนิสฺสเยสุ  มหาภูเตสุ ปฏิหติ.  ภูตรูเปหิ  จ  ภูตรูปาน  สงฺฆฏน  พลวตร  อธิกรณีมตฺถเก ปิจุปิณฺฑก  เปตฺวา  กูเฏน  ปหต-กาเล  กูฏสฺส  ปิจุปิณฺฑกอติกฺกมิตฺวา  อธิกรณีคหณ  วิย,   ตสฺมา  วตฺถารมฺมณฆฏนาย พลวภาวโต  กายวิาณ  อนิฏฺเ  ทุกฺขสหคต  อิฏฺเ  สุขสหคตนฺติ.
          ปน แต่ ภูตตฺตยํ เอว ภูตรูป ๓ เท่านั้น โผฏฺฅพฺพสงฺขาตํ [= โผฏฺฅพฺพกถิตํ] ที่เรียกว่า โผฏฐัพพะ อารมฺมณํ เป็นอารมณ์ กายวิฃฺฃาณสฺส ของกายวิญญาณ [1]อิติ ดังนั้น ตํ ภูตตฺตยํ ภูตรูป ๓ นั้น สงฺฆฏิตมฺปิ ซึ่งกระทบ กายปฺปสาเท ที่กายปสาทรูป อติกฺกมิตฺวา ล่วงเลย ตํ [=กายปฺปสาทํ] กายปสาทนั้นแล้ว ปฏิหฃฺฃติ ไปกระทบ มหาภูเตสุ ที่มหาภูตรูป ตนฺนิสฺสเยสุ ซึ่งเป็นที่อาศัยของกายปสาทนั้น. ก็ สงฺฆฏฺฏนํ การ - ภูตรูเปหิ ที่ภูตรูป - กระทบ ภูตรูปานํ กับภูตรูป พลวตรํ มีกำลังยิ่ง[2] วิย เหมือนกับ อธิกรณีคหณํ การที่ - กูฏสฺส ฆ้อนเหล็ก อติกฺมิตฺวา ล่วงเลย  ปิจุปิณฺฑกํ ปุยนุ่น - มากระทบถูกทั่ง ปหตกาเล ในกาล - ปุคฺคลสฺส ที่บุคคล ฐเปตฺวา วาง ปิจุปิณฺฑกํ ปุยนุ่น อธิกรณีมตฺถเก บนหน้าทั่ง[3] - แล้วตี กูเฏน ด้วยฆ้อนเหล็ก[4]ฉะนั้น ตสฺมา เพราะเหตุนั้น กายวิฃฺฃาณํ ทุกฺขสหคตํ เป็นจิตสหรคตกับทุกข์  อนิฏฺเฅปิ ในอนิฏฐารมณ์ สุขสหคตํ เป็นจิตสหรคตกับสุข อิฏฺเฅปิ ในอิฏฺฐารมณ์  พลวภาวโต เพราะความที่ - วตฺถารมฺมณฆฏนาย การกระทบกันระหว่างวัตถุและอารมณ์ - มีกำลัง อิติ เช่นนี้แล. [5]



[1] ปุจฉานุสนธิว่า ความจริง แม้กายวิญญาณ ซึ่งเป็นวิบากของกุศลและอกุศลสองฝ่าย ก็น่าจะเป็นอุเบกขาสหคตจิตเช่นกัน  แม้ในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ ไม่น่าจะเป็นทุกขสหคตจิตและสุขสหคตจิต, แต่ไม่เป็นเช่นนี้ กลับเป็นสุขสหคตจิตและทุกขสหคตจิตได้อย่างไร?
[2] ปุจฺฉานุสนธิว่า ภูตรูปคือโผฏฐัพพะและภูตรูปคือวัตถุ มากระทบกันและกันก็เข้าใจแล้ว, เมื่อมันกระทบกันดังนั้นแล้ว น่าจะไม่แรงเหมือนกับการที่อุปาทารูปคือจักขุปสาทรูปเป็นต้นกระทบอุปาทารูปคือรูปารมณ์เป็นต้น?
[3] อธิกริยติ  อาธาริยติ  ปติฏฺาติ  เอตฺถ  วตฺถุมฺหีติ  อธิกรณี. อธิ +  กร  กรณ  + ยุ อธิกรณสาธนะ + อี. บุคคลย่อมรองรับ คือ ตั้ง ในวัตถุนี้ เพราะเหตุนั้น วัตถุนี้ จึงชื่อว่า อธิกรณี ทั่ง. หรืออีกนัยหนึ่ง กูเฏน ปกรณกิจฺจํ อธิกโรติ เอตฺถาติ อธิกรณี, มุฏฺฐิ สถานที่เป็นที่รองรับซึ่งกิจคือการตีด้วยฆ้อนเหล็ก. บางครั้งใช้คำว่า มุฏฺฐิ แทน
 อามสิยตีติ  มตฺถกอุปริฏฺาน.  สิ่งที่ถูกบุคคลลูบคลำ เรียกว่า มตฺถก ได้แก่ บริเวณที่อยู่ด้านบน. มส  อามสเน ลูบคลำ + โก  แปลง ส เป็น ตถ. 
อธิกรณิยา มตฺถก  อธิกรณีมตฺถก  ฯ  บริเวณด้านบนแห่งทั่ง เรียกว่า อธิกรณีมตฺถก หน้าทั่ง
[4] กุฏติ  หึสติ  ปหรติ  เอเตน  อโยฆเนน ชโนติ  กูโฏ. ก้อนเหล็กที่บุคคลใช้ตี ชื่อว่า กูฏ ฆ้อน. กุฏ  = หึสา ทำร้าย +  อ  กรณสาธนะ.  อีกนัยหนึ่ง เป็นศัพท์ที่ไม่ต้องหารูปวิเคราะห์ แปลว่า ก้อนเหล็ก
[5] สรุปได้ว่า ถ้าว่ากายวิญญาณกระทบเพียงโผฏฐัพพารมณ์ที่กายปสาทเท่านั้น, หาได้กระทบที่มหาภูตรูปที่เป็นวัตถุไม่, การกระทบกับระหว่างภูตรูปและอุปาทารูป ก็น่าจะมีกำลังน้อย เหมือนอย่างการที่อุปาทารูปทั้งสองกระทบกัน. แต่โผฏฐัพพารมณ์นั้น แม้ว่าจะกระทบที่กายปสาท ก็ย่อมล่วงเลยกายปสาทนั้นไปกระทบที่มหาภูตรูปซึ่งเป็นวัตถุของกายปสาทได้. อนึ่ง การกระทบกันของภูตรูปทั้งสอง มีกำลังแรงยิ่ง เพราะทั้งสองต่างก็เป็นภูตรูป เพราะฉะนั้น กายวิญญาณ จึงมิได้เป็นเพียงอุเบกขาสหคตจิตเท่านั้น ในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ เหมือนดังเช่นจักขุวิญญาณเป็นต้น แต่กลับเป็นสุขสหคตจิตและทุกขสหคตจิตทีเดียว ตามสมควรแก่วิบากเช่นนี้แล.

วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2559

อเหตุกจิต ๑๓

อภิธัมมัตถสังคหะ
อเหตุกจิต
       อุเปกฺขาสหคต   จกฺขุวิฃฺฃาณํ,  ตถา  โสตวิฺาณ   ฆานวิฺาณ  ชิวฺหาวิฺาณ  ทุกฺขสหคต  กายวิฺาณ  อุเปกฺขาสหคต สมฺปฏิจฺฉนฺน, ตถา   สนฺตีรณฺเจติ  อิมานิ  สตฺตปิ อกุสลวิปากจิตฺตานิ  นาม.
          อิมานิ จิตฺตานิ จิตเหล่านี้ สตฺตปิ แม้ ๗ ดวง อิติ คือ จกฺขุวิฃฺฃาณํ จิตที่อาศัยจักขุปสาท อุเปกฺขาสหคตํ เกิดร่วมกับอุเบกขา-เวทนา [ ดวงหนึ่ง]โสตวิฃฺฃาณํ จิตที่อาศัยโสตปสาท [ ดวงหนึ่ง]ฆานวิฃฺฃาณํ จิตที่อาศัยฆานวิญญาณ [ ดวงหนึ่ง]ชิวฺหาวิฃฺฃาณํ จิตที่อาศัยชิวหาปสาท [ ดวงหนึ่ง] ตถา [อุเปกฺขาสหคตํ เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา]เช่นเดียวกัน
**********
อภิธัมมัตถวิภาวินีฎีกา 
อเหตุกจิต (๑๓) อธิบายเหตุที่สันตีรณจิตเป็นต้นเป็นอุเบกขาเวทนา (ต่อ)

               ๘๙. จกฺขุวิาณาทีนิ  ปน  จตฺตาริ  อุภยวิปากานิปิ  วตฺถารมฺมณฆฏนาย  ทุพฺพลภาวโต  อนิฏฺเปิ  อิฏฺเปิ  จ  อารมฺมเณ อุเปกฺขาสหคตานิ.  เตสฺหิ  จตุนฺนมฺปิ  วตฺถุภูตานิ  จกฺขฺวาทีนิ อุปาทารูปาเนว.    ตถา  อารมฺมณภูตานิปิ  รูปาทีนิ.  อุปาทารูปเกน จ  อุปาทารูปสฺส  สงฺฆฏน  อติทุพฺพล  ปิจุ-ปิณฺฑเกน  ปิจุปิณฺฑกสฺส  ผุสน  วิย  ตสฺมา  ตานิ  สพฺพตฺถาปิ  อุเปกฺขาสหคตาเนว.

อเหตุกจิต ๑๒

อภิธัมมัตถสังคหะ
อเหตุกจิต
       อุเปกฺขาสหคต   จกฺขุวิฃฺฃาณํ,  ตถา  โสตวิฺาณ   ฆานวิฺาณ  ชิวฺหาวิฺาณ  ทุกฺขสหคต  กายวิฺาณ  อุเปกฺขาสหคต สมฺปฏิจฺฉนฺน, ตถา   สนฺตีรณฺเจติ  อิมานิ  สตฺตปิ อกุสลวิปากจิตฺตานิ  นาม.
          อิมานิ จิตฺตานิ จิตเหล่านี้ สตฺตปิ แม้ ๗ ดวง อิติ คือ จกฺขุวิฃฺฃาณํ จิตที่อาศัยจักขุปสาท อุเปกฺขาสหคตํ เกิดร่วมกับอุเบกขา-เวทนา [ ดวงหนึ่ง]โสตวิฃฺฃาณํ จิตที่อาศัยโสตปสาท [ ดวงหนึ่ง]ฆานวิฃฺฃาณํ จิตที่อาศัยฆานวิญญาณ [ ดวงหนึ่ง]ชิวฺหาวิฃฺฃาณํ จิตที่อาศัยชิวหาปสาท [ ดวงหนึ่ง] ตถา [อุเปกฺขาสหคตํ เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา]เช่นเดียวกัน
**********
อภิธัมมัตถวิภาวินีฎีกา 
อเหตุกจิต (๑๒) อธิบายเหตุที่สันตีรณจิตเป็นต้นประกอบด้วยอุเบกขาเวทนา
              ๘๘. อถวา.   ยถา  โกจิ  พลวตา  พาธิยมาโน ทุพฺพลปุริโส   ตสฺส  ปฏิปฺผริตุ      อสกฺโกนฺโต  ตสฺมึ  อุเปกฺขโกว  โหติ,   เอวเมว  อกุสลวิปากานปริทุพฺพลภาวโต อนิฏฺารมฺมเณปิ  โทมนสฺสุปฺปาโท  นตฺถีติ  สนฺตีรณอุเปกฺขาสหคตเมว ฯ

อเหตุกจิต ๑๑

อภิธัมมัตถสังคหะ
อเหตุกจิต
       อุเปกฺขาสหคต   จกฺขุวิฃฺฃาณํ,  ตถา  โสตวิฺาณ   ฆานวิฺาณ  ชิวฺหาวิฺาณ  ทุกฺขสหคต  กายวิฺาณ  อุเปกฺขาสหคต สมฺปฏิจฺฉนฺน, ตถา   สนฺตีรณฺเจติ  อิมานิ  สตฺตปิ อกุสลวิปากจิตฺตานิ  นาม.
          อิมานิ จิตฺตานิ จิตเหล่านี้ สตฺตปิ แม้ ๗ ดวง อิติ คือ จกฺขุวิฃฺฃาณํ จิตที่อาศัยจักขุปสาท อุเปกฺขาสหคตํ เกิดร่วมกับอุเบกขา-เวทนา [ ดวงหนึ่ง]โสตวิฃฺฃาณํ จิตที่อาศัยโสตปสาท [ ดวงหนึ่ง]ฆานวิฃฺฃาณํ จิตที่อาศัยฆานวิญญาณ [ ดวงหนึ่ง]ชิวฺหาวิฃฺฃาณํ จิตที่อาศัยชิวหาปสาท [ ดวงหนึ่ง] ตถา [อุเปกฺขาสหคตํ เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา]เช่นเดียวกัน
**********
อภิธัมมัตถวิภาวินีฎีกา 
อเหตุกจิต (๑๑) อธิบาย สันตรีณจิต
           ๘๖. กสฺมา ปน ยถา อกุสลวิปากสนฺตีรณ เอกเมว วุตฺตเอว อวตฺวา  กุสลวิปากสนฺตีรณทฺวิธา วุตฺตนฺติ.
          อิฏฺอิฏฺมชฌตฺตารมฺมณวเสน เวทนาเภทสมฺภวโต.

วันเสาร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2559

อเหตุกจิต ๑๐

อภิธัมมัตถสังคหะ
อเหตุกจิต
       อุเปกฺขาสหคต   จกฺขุวิฃฺฃาณํ,  ตถา  โสตวิฺาณ   ฆานวิฺาณ  ชิวฺหาวิฺาณ  ทุกฺขสหคต  กายวิฺาณ  อุเปกฺขาสหคต สมฺปฏิจฺฉนฺน, ตถา   สนฺตีรณฺเจติ  อิมานิ  สตฺตปิ อกุสลวิปากจิตฺตานิ  นาม.
          อิมานิ จิตฺตานิ จิตเหล่านี้ สตฺตปิ แม้ ๗ ดวง อิติ คือ จกฺขุวิฃฺฃาณํ จิตที่อาศัยจักขุปสาท อุเปกฺขาสหคตํ เกิดร่วมกับอุเบกขา-เวทนา [ ดวงหนึ่ง]โสตวิฃฺฃาณํ จิตที่อาศัยโสตปสาท [ ดวงหนึ่ง]ฆานวิฃฺฃาณํ จิตที่อาศัยฆานวิญญาณ [ ดวงหนึ่ง]ชิวฺหาวิฃฺฃาณํ จิตที่อาศัยชิวหาปสาท [ ดวงหนึ่ง] ตถา [อุเปกฺขาสหคตํ เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา]เช่นเดียวกัน
**********
อภิธัมมัตถวิภาวินีฎีกา 
อเหตุกจิต (๑๐) อธิบายคำว่า กายวิญญาณ

            สสมฺภารกาโย  วา  กุจฺฉิตานเกสาทีน  อาโยติ  กาโย.  
          วา อีกอย่างหนึ่ง โย สสมฺภารกาโย สสัมภารกาย[1] อันใด อาโย เป็นที่เป็นไป เกสาทีนํ แห่งอวัยวะมีผมเป็นต้น กุจฺฉิตานํ ซึ่งเป็นธรรมน่ารังเกียจ อิติ ตสฺมา เพราะเหตุนั้น โส สสมฺภารกาโย สสัมภารกายนั้น กาโย ชื่อว่า กาย.