วันอาทิตย์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2560

อภิธัมมัตถสังหะ ปริจเฉทที่ ๒ สังคหนัย จบปริจเฉทที่ ๒

สังคหนัย
        โสภเณสุ  ปน  โสภณสาธารณา  ตาว  เอกูนวีสติ   เจตสิกา สพฺเพสุปิ  เอกูนสฏฺิโสภณจิตฺเตสุ  สมฺปยุชฺชนฺติ  ฯ  วิรติโย  ปน ติสฺโสปิ  อฏฺสุ  โลกุตฺตรจิตฺเตสุ    สพฺพถาปิ  นิยตา  เอกโตว ลพฺภนฺติ ฯ โลกิเยสุ  ปน  กามาวจรกุสเลเสฺวว  กทาจิ  สนฺทิสฺสนฺติ  วิสุ  วิสุ ฯ อปฺปมฺาโย ปน  ทฺวาทสสุ  ปฺจมชฺฌานวชฺชิตมหคฺคตจิตฺเตสุ เจว  กามาวจรกุสเลสุ จ  สเหตุกกามาวจรกฺริยาจิตฺเตสุ  จาติ อฏฺวีสติจิตฺเตเสฺวว กทาจิ  นานา หุตฺวา ชายนฺติ ฯ อุเปกฺขาสหคเตสุ ปเนตฺถ  กรุณามุทิตา น สนฺตีติ  เกจิ วทนฺติฯ ปฺา ปน ทฺวาทสสุ าณสมฺปยุตฺตกามาวจรจิตฺเตสุ เจวสพฺเพสุปิ ปฺจตฺตึสมหคฺคตโลกุตฺตรจิตฺเตสุ  จาติ  สตฺตจตฺตาฬีสจิตฺเตสุ  สมฺปโยค คจฺฉตีติ ฯ
            ปน ส่วน โสภเณสุ ในบรรดาโสภณเจตสิกทั้งหลาย
            ตาว ก่อนอื่น โสภณสาธารณา เอกูนวีสติ   เจตสิกา โสภณสาธารณเจตสิก ๑๙  สมฺปยุชฺชนฺติ  ประกอบ เอกูนสฏฺิโสภณจิตฺเตสุ ในโสภณจิต ๕๙ สพฺเพสุปิ แม้ทั้งปวง. 
            ปน ส่วน วิรติโย  ติสฺโสปิ วิรติเจตสิแม้ทั้ง ๓  ลพฺภนฺติ อันบัณฑิตย่อมได้   อฏฺสุ  โลกุตฺตรจิตฺเตสุ ในโลกุตรจิต ๘ เอกโตว โดยความเป็นอันเดียวกันนั่นเทียว นิยตา  แน่นอน สพฺพถาปิ  แม้โดยประการทั้งปวง.  ปน แต่ โลกิเยสุ ในโลกิยจิตทั้งหลาย  สนฺทิสฺสนฺติ ย่อมปรากฏ  กามาวจรกุสเลเสฺวว เฉพาะในกามาวจรกุศลเท่านั้น กทาจิ ในกาลบางคราว วิสุ  วิสุ แยกกัน  ฯ
            ปน อนึ่ง  อปฺปมฺาโย   อัปปมัญญา  ชายนฺติ ย่อมเกิด กทาจิ  ในกาลบางคราว นานา  หุตฺวา  เป็นธรรมชาติแยกกัน อฏฺวีสติจิตฺเตเสฺวว ในจิต ๒๘ ดวงเท่านั้น อิติ คือ ทฺวาทสสุ  ปฺจมชฺฌานวชฺชิตมหคฺคตจิตฺเตสุ เจว ในมหัคคตจิต เว้นปัญจมฌาน ๑๒ ดวง  กามาวจรกุสเลสุ จ ในกามาวจรกุศลจิต สเหตุก-กามาวจรกฺริยาจิตฺเตสุ  จ และในสเหตุกกามาวจรกิริยาจิต
            ปน ก็ เอตฺถ กามาวจรจิตฺเตสุ ในบรรดากามาวจรจิตเหล่านี้  เกจิ อาจารย์บางท่าน วทนฺติ กล่าว อิติ ว่า กรุณามุทิตา กรุณาและมุทิตา น  สนฺติ ย่อมไม่มี  อุเปกฺขาสหคเตสุ ในอุเบกขาสหคตจิต ฯ
            ปน อนึ่ง ปฺา  ปัญญา คจฺฉติ ย่อมถึง สมฺปโยค ซึ่งการประกอบร่วมกัน สตฺตจตฺตาฬีสจิตฺเตสุ ในจิต ๔๗ ดวง อิติ คือ ทฺวาทสสุ  าณสมฺปยุตฺตกามาวจรจิตฺเตสุ  เจว ในกามาวจรญาณสัมปยุตจิต ๑๒  สพฺเพสุปิ ปฺจตฺตึสมหคฺคตโลกุตฺตรจิตฺเตสุ  จ และในมหัคคตจิตทั้งโลกุตรจิต ๓๕ ดวง แม้ทั้งปวง  อิติ ฉะนี้แล ฯ

                        เอกูนวีสติ ธมฺมา                      ชายนฺเตกูนสฏฺิย
                        ตโย โสฬสจิตฺเตสุ                    อฏฺวีสติย ทฺวย ฯ
                        ปฺา ปกาสิตา สตฺต-             จตฺตาฬีสวิเธสุปิ
                        สมฺปยุตฺตา จตุเธว                     โสภเณเสฺวว โสภณา ฯ
                        อิสฺสามจฺเฉรกุกฺกุจฺจ-               วิรติกรุณาทโย
                        นานา กทาจิ มาโน จ               ถีนมิทฺธ ตถา สห ฯ
                        ยถาวุตฺตานุสาเรน                    เสสา นิยตโยคิโน
            โสภณา โสภณเจตสิก  สมฺปยุตฺตา ประกอบ โสภเณสุ เอว ในโสภณจิตเท่านั้น จตุธา โดย ๔ ประการ เอวํ อย่างนี้ คือ ธมฺมา ธรรม เอกูนวีสติ ๑๙  ชายนฺเต ย่อมเกิด   เอกูนสฏฺฅิยํ ในจิต ๕๙, ตโย ธรรม ๓ ชายนฺเต ย่อมเกิด โสฬสจิตฺเตสุ ในจิต ๑๖ ทฺวยํ หมวด ๒ แห่งธรรม ชายเต ย่อมเกิด อฏฺฅวีสติยํ ในจิต ๒๘ ปฃฺฃา ปัญญา ปกาสิตา    ทรงประกาศแล้ว  สตฺตจตฺตาฬีสวิเธสุปิ แม้ในจิต ๔๗ ดวง. ธมฺมา ทั้งหลาย อิสฺสามจฺเฉรกุกฺกุจฺจวิรติกรุณาทโย มีอิสสา มัจฉริยะ กุกกุจจะ วิรตีและกรุณาเป็นต้น ชายนฺติ ย่อมเกิดขึ้น นานา แยกจากกัน กทาจิ ในบางคราว. และ   มาโน มานะ ชายติ ย่อมเกิด กทาจิ ในบางคราว. ตถา อนึ่ง ถีนมิทฺธํ ถีนมิทธะ ชายติ ย่อมเกิด สห ร่วมกัน  กทาจิ ในบางคราว. เสสา ธรรมที่เหลือ นิยตโยคิโน มีการประกอบเป็นประจำ ยถาวุตฺตานุสาเรน ตามทำนองที่กล่าวแล้ว. 

                        สงฺคหฺจ ปวกฺขามิ                  เตสนฺทานิ ยถารห ฯ
                        ฉตฺตึสานุตฺตเร ธมฺมา               ปฺจตฺตึส มหคฺคเต
                        อฏฺตฺตึสาปิ ลพฺภนฺติ               กามาวจรโสภเณ ฯ
                        สตฺตวีสตฺยปุฺมฺหิ                 ทฺวาทสาเหตุเกติ จ
                        ยถาสมฺภวโยเคน                      ปฺจธา ตตฺถ สงฺคโห ฯ
            อนึ่ง อิทานิ บัดนี้ อหํ ข้าพเจ้า  ปวกฺขามิ จะกล่าว สงฺคหํ ซึ่งสังคหนัย  เตสํ   เจตสิกานํ แห่งเจตสิกเหล่านั้น ยถารหํ ตามสมควร. ก็ สงฺคโห สังคหะ ก็การสงเคราะห์  ตตฺถ ในเจตสิกเหล่านั้น ปฃฺจธา โดยประการ ๕ ยถาสมฺภวโยเคน ตามประกอบตามควรแก่การเกิดขึ้น อิติ คือ ธมฺมา ธรรม ฉตฺตึส ๓๖ ลพฺภนฺติ อันบัณฑิต ย่อมได้  อนุตฺตเร  ในอนุตรจิต, ปฃฺจตฺตึส ธรรม ๓๕ ลพฺภนฺติ  อันบัณฑิต ย่อมได้ มหคฺคเต ในมหัคคตจิต, อฏฺฅตฺตึสาปิ แม้ธรรม ๓๘ ลพฺภนฺติ อันบัณฑิต ย่อมได้ กามาวจรโสภเณ ในกามาวจรโสภณจิต, สตฺตวีสติ ธรรม ๒๗ ลพฺภนฺติ อันบัณฑิต ย่อมได้ อปุฃฺฃมฺหิ  ในอกุศลจิต,  ทฺวาทส   ธรรม ๑๒ ลพฺภนฺติ อันบัณฑิตย่อมได้ อเหตุเก ในอเหตุกจิต.
            กถ ฯ  โลกุตฺตเรสุ  ตาว  อฏฺสุ ปมชฺฌานิกจิตฺเตสุ อฺสมานา เตรส เจตสิกา  อปฺปมฺาวชฺชิตา  เตวีสติ โสภณเจตสิกา เจติ  ฉตฺตึส  ธมฺมา  สงฺคห  คจฺฉนฺติ ฯ  ตถา  ทุติยชฺฌานิกจิตฺเตสุ  วิตกฺกวชฺชาฯ ตติยชฺฌานิกจิตฺเตสุ  วิตกฺกวิจารวชฺชาฯ จตุตฺถชฺฌานิกจิตฺเตสุ  วิตกฺกวิจารปีติวชฺชา  ฯ  ปฺจมชฺฌานิกจิตฺเตสุ อุเปกฺขาสหคตา  เต  เอว   สงฺคยฺหนฺติ ฯ  สพฺพถาปิ อฏฺสุ  โลกุตฺตรจิตฺเตสุ  ปฺจกชฺฌานวเสน  ปฺจธาว  สงฺคโห โหตีติ ฯ
            สงฺคโห การสงเคราะห์ เตสํ เจตสิกานํ เจตสิกเหล่านั้น เตสุ จิตฺตุปฺปาเทสุ   ในจิตตุปบาททั้งหลาย กถํ อย่างไร ?
            ตาว ก่อนอื่น โลกุตฺตเรสุ ในโลกุตรจิตทั้งหลาย
      ฉตฺตึส ธมฺมา ธรรม ๓๖ อิติ คือ อฺสมานา เตรส เจตสิกา จ อัญญสมานาเจตสิก ๑๓ อปฺปมฺาวชฺชิตา  เตวีสติ โสภณเจตสิกา จ โสภณเจตสิก ๒๓  เว้นอัปปมัญญา คจฺฉนฺติ ย่อมถึง สงฺคหํ ซึ่งการสงเคราะห์ อฏฺสุ ปมชฺฌานิกจิตฺเตสุ   ในจิตที่ประกอบกับปฐมฌาน ๘ ดวง.
            ตถา ธรรมเหล่านั้นคือเจตสิก ๓๖ ดังกล่าวข้างต้น วิตกฺกวชฺชา ที่เว้นจากวิตก (เหลือ ๓๕) คจฺฉนฺติ ย่อมถึง สงฺคหํ ซึ่งการสงเคราะห์ ทุติยฌานิกจิตฺเตสุ ในจิตที่ประกอบกับทุติยฌาน.                 
            ตถา ธรรมเหล่านั้น วิตกฺกวิจารวชฺชา ที่เว้นจากวิตกและวิจาร (เหลือ ๓๓)  คจฺฉนฺติ ย่อมถึง สงฺคหํ ซึ่งการสงเคราะห์ ตติยชฺฌานิกจิตฺเตสุ  ในจิตที่ประกอบกับ ตติยฌาน.
            เต  เอว  ธรรม ๓๓ เหล่านั้นนั่นแหละ  อุเปกฺขาสหคตา ที่สหรคตด้วยอุเบกขา สงฺคยฺหนฺติ ถูกสงเคราะห์ ปฺจมชฺฌานิกจิตฺเตสุ ในจิตที่ประกอบกับปัญจมฌาน. 
            อฏฺสุ  โลกุตฺตรจิตฺเตสุ ในโลกุตรจิต ๘ ดวง โหติ ย่อมมี สงฺคโห สังคหนัย  ปฺจธาว ๕ นัยนั่นเทียว ปฺจกชฺฌานวเสน โดยเนื่องด้วยฌานทั้ง ๕  สพฺพถาปิ  แม้โดยประการทั้งปวง อิติ ดังนี้แล.

                        ฉตฺตึส ปฺจตึสาถ                    จตุตฺตึส ยถากฺกม
                        เตตฺตึสทฺวยมิจฺเจว                    ปฺจธานุตฺตเร ิตา ฯ
            อถ อนึ่ง เต เจตสิกธรรมเหล่านั้น  ิตา ตั้งอยู่ อนุตฺตเร ในอนุตรจิต ปฃฺจธา โดยประการ ๕ อิติ เอวํ อย่างนี้ คือ ฉตฺตึส ธรรม ๓๖ ปฺจตึส  ธรรม ๓๕,จตุตฺตึส ธรรม ๓๔  เตตฺตึสทฺวยํ หมวด ๒ แห่งธรรม ๓๓ (คือ ธรรม ๓๓ และธรรม ๓๓ อีกครั้งหนึ่ง) ยถากฺกม ตามลำดับ.

            มหคฺคเตสุ ปน ตีสุ ปมชฺฌานิกจิตฺเตสุ ตาว อฺสมานา เตรส เจตสิกา วิรติวชฺชา  พาวีสติ โสภณเจตสิกา เจติ ปฺจตฺตึส ธมฺมา  สงฺคห  คจฺฉนฺติฯ  กรุณา  มุทิตา  ปเนตฺถ  ปจฺเจกเมว โยเชตพฺพา  ฯ  ตถา  ทุติยชฺฌานิกจิตฺเตสุ  วิตกฺกวชฺชา  ฯ ตติยชฺฌานิกจิตฺเตสุ  วิตกฺกวิจารวชฺชา  ฯ  จตุตฺถชฺฌานิกจิตฺเตสุ วิตกฺกวิจารปีติวชฺชาฯ  ปฺจมชฺฌานิก-จิตฺเตสุ  ปณฺณรสสุ  อปฺปมฺาโย น  ลพฺภนฺติฯ  สพฺพถาปิ  สตฺตวีสติมหคฺคตจิตฺเตสุ  ปฺจกชฺฌานวเสน ปฺจธาว สงฺคโห โหตีติ ฯ
            ปน ส่วน มหคฺคเตสุ ในบรรดามหัคคตจิตทั้งหลาย  ธมฺมา ธรรมทั้งหลาย ปฃฺจตฺตึส ๓๕ อิติ คือ อฃฺฃสมานา เตรส เจตสิกา อัญญสมานเจตสิก ๑๓   วิรติวชฺชา  พาวีสติ โสภณเจตสิกา โสภณเจตสิก ๒๒ เว้นวิรตี คจฺฉนฺติ ย่อมถึง  สงฺคหํ ซึ่งการนับรวม ตึสุ ปฅมชฺฌานิกจิตฺเตสุ ในจิตที่ประกอบในปฐมฌาน ๓๐.  ปน แต่ว่า กรุณามุทิตา กรุณาและมุทิตา โยเชตพฺพา บัณฑิตพึงประกอบ ปจฺเจกํ เอว ทีละดวงเท่านั้น เอตฺถ ในจิตที่เกิดในปฐมฌานนี้.
            ตถา ธรรมทั้งหลายอย่างนั้น วิตกฺกวชฺชา เว้นวิตก คจฺฉนฺติ ย่อมถึง สงฺคหํ  ซึ่งการนับรวม ทุติยชฺฌานิกจิตฺเตสุ ในจิตที่ประกอบในทุติยฌาน.
            ตถา ธรรมทั้งหลายอย่างนั้น วิตกฺกวิจารวชฺชา ที่เว้นจากวิตกและวิจาร  คจฺฉนฺติ ย่อมถึง สงฺคหํ ซึ่งการนับรวม ตติยชฺฌานิกจิตฺเตสุ ในจิตที่ประกอบในตติยฌาน.
            ตถา ธรรมทั้งหลายอย่างนั้น วิตกฺกวิจารปีติวชฺชา ที่เว้นจากวิตก วิจารและปีติ คจฺฉนฺติ ย่อมถึง สงฺคหํ ซึ่งการนับรวม จตุตฺถชฺฌานิกจิตฺเตสุ ในจิตที่ประกอบในจตุตถฌาน.  
            อปฺปมฃฺฃาโย อัปมัญญา น ลพฺภนฺติ อันบัณฑิตย่อมไม่ได้ ปฺจมชฺฌานิกจิตฺเตสุ  ปณฺณรสสุ  ในจิต ๑๕ ดวงที่ประกอบในปัญจมฌาน.
            สงฺคโห สังคหนัย  โหติ ย่อมมี ปฺจธาว ๕ นัยนั่นเทียว  ปฺจกชฺฌานวเสน เนื่องด้วยฌาน ๕ สตฺตวีสติมหคฺคตจิตฺเตสุ ในมหัคคตจิต ๒๗ สพฺพถาปิ แม้โดยประการทั้งปวง อิติ ฉะนี้แล.

                        ปฺจตฺตึส จตุตฺตึส                    เตตฺตึสาถ ยถากฺกม
                        ทฺวตฺตึส เจว ตึสาติ                   ปฺจธาว มหคฺคเต ฯ
            อถ อนึ่ง สงฺคโห สังคหนัย ปญฺจธาว ๕ นัยนั่นเทียว อิติ คือ ปฃฺจตฺตึส จ ๓๕ , จตุตฺตึส จ ๓๔, ทฺวตฺตึส เจว ๓๒  ตึส จ และ ๓๐ ยถากฺกมํ ตามลำดับ ฅิตา ตั้งอยู่ มหคฺคเต ในมหัคคตจิต.

            กามาวจรโสภเณสุ  ปน  กุสเลสุ  ตาว  ปมทฺวเย าณสมฺปยุตฺเต  อฺสมานา  เตรส  เจตสิกา  ปฺจวีสติ โสภณเจตสิกา  เจติ  อฏฺตฺตึส  ธมฺมา  สงฺคห  คจฺฉนฺติ  ฯ อปฺปมฺาวิรติโย  ปเนตฺถ  ปฺจปิ  ปจฺเจกเมว  โยเชตพฺพา  ฯ  ตถา ทุติยทฺวเย ญาณวชฺชิตา  ฯ  ตติยทฺวเย  าณสมฺปยุตฺเต  ปีติวชฺชิตา  ฯ จตุตฺถทฺวเย  าณปีติวชฺชิตา  เต  เอว  สงฺคยฺหนฺติ ฯ กฺริยาจิตฺเตสุปิ วิรติวชฺชิตา  ตเถว  จตูสุปิ  ทุเกสุ  จตุธา  สงฺคห  คจฺฉนฺติ  ฯ  ตถา วิปาเกสุ  จ  อปฺปมฺาวิรติวชฺชิตา  เต  เอว  สงฺคยฺหนฺติ  ฯ สพฺพถาปิ  จตุวีสติกามาวจรโสภณจิตฺเตสุ  ทุกวเสน  ทฺวาทสธาว สงฺคโห โหตีติ ฯ
            ปน ก็ กามาวจรโสภเณสุ ในบรรดากามาวจรโสภณจิตทั้งหลาย ตาว  ก่อนอื่น กุสเลสุ ในกุศลจิต ธมฺมา ธรรมทั้งหลาย ๓๘ อิติ คือ อฺสมานา เตรส  เจตสิกา อัญญสมานาเจตสิก ๑๓ ปฺจวีสติ โสภณเจตสิกา จ และโสภณเจตสิก ๒๕ คจฺฉนฺติ ย่อมถึง สงฺคหํ ซึ่งการสงเคราะห์ าณสมฺปยุตฺเต ในญาณสัมปยุตจิต ปมทฺวเย  สองดวงแรก. ปน แต่ เอตฺถ ในจิต ๒ ดวงนี้ อปฺปมฃฺฃาวิรติโย อัปมัญญาและวิรตี ปฃฺจปิ แม้ทั้ง ๕  โยเชตพฺพา อันบัณฑิตพึงประกอบ ปจฺเจกํ เอว ทีละดวงเท่านั้น.
            ตถา ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ก็เหมือนกัน ฃาณวชฺชิตา ที่เว้นจากญาณ คจฺฉนฺติ ย่อมถึง สงฺคหํ ซึ่งการสงเคราะห์ ทุติยทฺวเย ในกุศลจิตสองดวงที่ ๒.
            ตถา ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ปีติวชฺชิตา ที่เว้นจากปีติ คจฺฉนฺติ ย่อมถึง สงฺคหํ ซึ่งการสงเคราะห์ ตติยทฺวเย  าณสมฺปยุตฺเต ในญาณสัมปยุตจิต ๒ ดวงที่ ๓.
            เต เอว ธรรมทั้งหลายเหล่านั้นนั่นแหละ  ฃาณปีติวชฺชิตา ที่เว้นจากญาณและปีติ คจฺฉนฺติ ย่อมถึง สงฺคหํ ซึ่งการสงเคราะห์ จตุตฺถทฺวเย ในจิต ๒ ดวงที่ ๔.
            กฺริยาจิตฺเตสุ แม้ในบรรดากิริยาจิตทั้งหลาย ธรรมเหล่านั้นนั่นแหละ ที่เว้นวิรตี คจฺฉนฺติ ย่อมถึง สงฺคหํ ซึ่งการสงเคราะห์ จตุธา โดย ๔ ประการ จตูสุ ทุเกสุ ใน ๔ทุกะ.  
            จ ก็ วิปาเกสุ ในบรรดาวิบากทั้งหลาย ตถา ก็เช่นกัน เต  เอว ธรรมเหล่านั้นนั่นแหละ อปฺปมฺาวิรติวชฺชิตา ที่เว้นอัปปมัญญาและวิรตี สงฺคยฺหนฺติ ย่อมถูกสงเคราะห์ ในทุกะ แม้ทั้ง ๔.   
            สงฺคโห สังคหนัย ทฺวาทสธาว ๑๒ นัยนั่นเทียว โหติ ย่อมมี ทุกวเสน เนื่องด้วยเป็นทุกะ จตุวีสติกามาวจรโสภณจิตฺเตสุ ในกามาวจรโสภณจิต ๒๔ สพฺพถาปิ แม้โดยประการทั้งปวง อิติ ฉะนี้แล
             
                        อฏฺตฺตึส สตฺตตฺตึส                  ทฺวย ฉตฺตึสก สุเภ
                        ปฺจตฺตึส จตุตฺตึส                    ทฺวย เตตฺตึสก กฺริเย ฯ
                        เตตฺตึส ปาเก ทฺวตฺตึส               ทฺวเยกตฺตึสก ภเว
                        สเหตุกามาวจร-                       ปุฺปากกฺริยามเน ฯ
 สเหตุกามาวจรปุฺปากกฺริยามเน ใน  สเหตุกกามาวจรกุศลจิต วิบากจิตและกิริยาจิต ภเว พึงมี สงฺคโห สังคหนัย ทฺวาทสธา ๑๒ นัย คือ  สุเภ ในกุศลจิต ภเว พึงมี อฏฺตฺตึส ธรรม ๓๘, สตฺตตฺตึสทฺวย  หมวด ๒ แห่งธรรม ๓๗, ฉตฺตึสก และธรรม ๓๖. กฺริเย ในกิริยาจิต ภเว พึงมี              ปฺจตฺตึส ธรรม ๓๕, จตุตฺตึสทฺวย  หมวด ๒ แห่งธรรม ๓๔, เตตฺตึสกํ ธรรม ๓๓.  ปาเก ในวิบากจิต ภเว พึงมี  เตตฺตึส ธรรม ๓๓,  ทฺวตฺตึสทฺวยํ  หมวด ๒ แห่งธรรม ๓๒, เอกตฺตึสก ธรรม ๓๑.

                        น วิชฺชนฺเตตฺถ วิรตี                   กฺริยาสุ จ มหคฺคเต
                        อนุตฺตเร อปฺปมฺา                กามปาเก ทฺวย ตถา ฯ
            เอตฺถ ในจิตเหล่านี้ กฺริยาสุ จ มหคฺคเต จ คือ ในกิริยาจิตและมหัคคตจิต วิรตี วิรตี น วิชฺชนฺติ ย่อมไม่มี, อนุตฺตเร ในอนุตรจิต อปฺปมฃฺฃา    อัปปมัญญา น วิชฺชนฺติ ย่อมไม่มี, ตถา อนึ่ง ทฺวยํ      วิริตีและอัปปมัญญาทั้งสอง น วิชฺชนฺติ ย่อมไม่มี กามปาเก ในกามาวจรวิบากจิต
  
                        อนุตฺตเร ฌานธมฺมา                 อปฺปมฺา จ มชฺฌิเม
                        วิรตี าณปีติ จ                        ปริตฺเตสุ วิเสสกา ฯ
            อนุตฺตเร ในอนุตรจิต ฌานธมฺมา ฌานธรรม วิเสสกา เป็นธรรมที่สร้างความต่างกัน, มชฺฌิเม ในมหัคคตจิต อปฺปมฃฺฃา อัปปมัญญา วิเสสกา เป็นธรรมสร้างความต่างกัน,   ปริตฺเตสุ ในกามาวจรจิต วิรตี าณปีติ จ    วิรตี, ญาณและปีติ วิเสสกา เป็นธรรมสร้างความต่างกันฯ

            อกุสเลสุ  ปน  โลภมูเลสุ  ตาว  ปเม  อสงฺขาริเก อฺสมานา  เตรส  เจตสิกา  อกุสลสาธารณา  จตฺตาโร  เจติ สตฺตรส โลภทิฏฺีหิ  สทฺธึ  เอกูนวีสติ  ธมฺมา  สงฺคห  คจฺฉนฺติ  ฯ  ตเถว ทุติเย  อสงฺขาริเก  โลภมาเนน  สทฺธึ  ฯ  ตติเย  ตเถว  ปีติวชฺชิตาโลภ- ทิฏฺีหิ  อฏฺารส  ฯ  จตุตฺเถ  ตเถว  โลภมาเนน ฯ ปฺจเม ปน ปฏิฆสมฺปยุตฺเต  อสงฺขาริเก  โทโส  อิสฺสา  มจฺฉริย  กุกฺกุจฺจฺจาติ จตูหิ  สทฺธึ  ปีติวชฺชิตา  เต  เอว  วีสติ  ธมฺมา  สงฺคยฺหนฺติฯอิสฺสามจฺเฉรกุกฺกุจฺจานิ ปเนตฺถ ปจฺเจกเมวโยเชตพฺพานิ ฯ สสงฺขาริกปฺจเกปิ  ตเถว  ถีนมิทฺเธน  วิเสเสตฺวา  โยเชตพฺพา  ฯ ฉนฺทปีติวชฺชิตา  ปน อฺสมานา  เอกาทส - อกุสลสาธารณา  จตฺตาโร จาติ  ปณฺณรส  ธมฺมา  อุทฺธจฺจ- สหคเต  สมฺปยุชฺชนฺติ ฯ วิจิกิจฺ-ฉาสหคตจิตฺเต  จ  อธิโมกฺขวิรหิตา  วิจิกิจฺฉาสหิตา ตเถว ปณฺณรส ธมฺมา สมุปลพฺภนฺติ  ฯ  สพฺพถาปิ  ทฺวาทสากุสลจิตฺตุปฺปาเทสุ ปจฺเจก โยชิยมานาปิ คณนวเสน สตฺตธาว สงฺคหิตา ภวนฺตีติ ฯ
            ปน ส่วน อกุสเลสุ ในบรรดาอกุศลจิตทั้งหลาย ตาว ก่อนอื่น
            สตฺตรส ธมฺมา  ธรรมทั้งหลาย ๑๗ อิติ คือ อฺสมานา  เตรส  เจตสิกา จ อัญญสมานาเจตสิก ๑๓ อกุสลสาธารณา  จตฺตาโร  จ อกุสลสาธารณเจตสิก ๔ เอกูนวีสติ เป็นธรรม ๑๙  สทฺธึ พร้อม โลภทิฏฺีหิ ด้วยโลภะและทิฏฐิ คจฺฉนฺติ ถึง สงฺคห การสงเคราะห์ ปเม  อสงฺขาริเก ในอสังขาริกจิตดวงที่ ๑.
            ตเถว ธรรม ๑๗ นั้นนั่นแหละ เอกูนวีสติ เป็นธรรม ๑๙ สทฺธึ พร้อม โลภมาเนนด้วยโลภะและมานะ คจฺฉนฺติ ถึง สงฺคห การสงเคราะห์  ทุติเย  อสงฺขาริเก ในอสังขาริกจิตดวงที่ ๒.  
            ตเถว ธรรม ๑๗ นั้นนั่นแหละ ปีติวชฺชิตา ที่เว้นจากปีติ (เหลือ ๑๖) อฏฺฅารส เป็นธรรม ๑๘ สทฺธึ พร้อม โลภทิฏฺีหิ ด้วยโลภะและทิฏฐิ คจฺฉนฺติ ถึง สงฺคห การสงเคราะห์ ตติเย  อสงฺขาริเก ในอสังขาริกจิตดวงที่ ๓.
            ตเถว ธรรม ๑๖ นั้นนั่นแหละ อฏฺฅารส เป็นธรรม ๑๘ สทฺธึ พร้อม โลภมาเนน ด้วยโลภะและมานะ คจฺฉนฺติ ถึง สงฺคห การสงเคราะห์  จตุตฺเถ  อสงฺขาริเก ในอสังขาริกจิตดวงที่ ๔.
            ปน แต่ เต เอว ธรรม ๑๗ นั้นนั่นแหละ ปีติวชฺชิตา ที่เว้นปีติ วีสติ ธมฺมา เป็นธรรม ๒๐ สทฺธึ พร้อม จตูหิ ธรรม ๔ อิติ คือ โทโส จ โทสะ, อิสฺสา จ อิสสะ, มจฺฉริยํ จ มัจฉริยะ, กุกฺกุจฺจํ จ และกุกกุจจะ สงฺคยฺหนฺติ ย่อมถูกสงเคราะห์ ปฺจเม ปฏิฆสมฺปยุตฺเต  อสงฺขาริเก ในปฏิฆสัมปยุตอสังขาริกจิต ดวงที่ ๕. ปน แต่ว่า เอตฺถ ในจิตดวงนี้ อิสฺสามจฺเฉรกุกฺกุจฺจานิ อิสสา มัจฉริยะ กุกกุจจะ โยเชตพฺพานิ บัณฑิตพึงประกอบ ปจฺเจกํ เอว ทีละดวงเท่านั้น.
            สสงฺขาริกปฃฺจเกปิ แม้ในสสังขาริกจิต ๕ ดวง เต เอว ธรรมเหล่านั้นนั่นแหละ โยเชตพฺพา พึงประกอบ วิเสเสตฺวา ให้พิเศษออกไป ถีนมิทฺเธน  ด้วยถีนมิทธะ.
            ปน ส่วน ธมฺมา ธรรม ปณฺณรส ๑๕ อิติ คือ ฉนฺทปีติวชฺชิตา เอกาทส อฺสมานา  จ อัญญสมานาเจตสิก ๑๑ เว้นฉันทะและปีติ  อกุสลสาธารณา  จตฺตาโร จ และอกุสลสาธารณเจตสิก๔สมฺปยุชฺชนฺติ ย่อมประกอบร่วมกัน อุทฺธจฺจสหคเตในอุทธัจจสหคตจิต.
            อนึ่ง ตเถว ธรรมเหล่านั้นนั่นแหละ อธิโมกฺขวิรหิตา เว้นอธิโมกข์ วิจิกิจฺฉาสหิตา แต่ประกอบด้วยวิจิกิจฉา ปณฺณรส ธมฺมา เป็นธรรม ๑๕     สมุปลพฺภนฺติ อันบัณฑิตย่อมได้พร้อมกัน วิจิกิจฺฉาสหคตจิตฺเต ในวิจิกิจฉาสหคตจิต.
            ธมฺมา เจตสิกธรรมทั้งหลาย ปณฺฑิเตน อันบัณฑิต โยชิยมานาปิ แม้เมื่อประกอบ   ทฺวาทสกุสลจิตฺตุปฺปาเทสุ ในอกุสลจิตตุปบาท ๑๒ ปจฺเจกํ แต่ละดวง ภวนฺติ ย่อมเป็น สงฺคหิตา อันถูกสงเคราะห์ได้ สตฺตธา ว เพียง ๗ นัยเท่านั้น คณนวเสน เนื่องด้วยการนับจำนวน สพฺพถาปิ แม้โดยประการทั้งปวง อิติ ฉะนี้แล.

                        เอกูนวีสฏฺารส                       วีเสกวีส วีสติ
                        พาวีส ปณฺณรสาติ                    สตฺตธากุสเล ิตา ฯ
  เอเต ธรรมเหล่านี้ ฅิตา ตั้งอยู่ อกุสเล ในอกุศลจิต สตฺตธา โดย ๗ ประการ   อิติ คือ เอกูนวีส ธรรม ๒๑, อฏฺฅารส ธรรม ๑๘, วีส ธรรม ๒๐, เอกวีส ธรรม ๒๑, วีสติ ธรรม ๒๐, พาวีส ธรรม ๒๒, ปณฺณรส ธรรม ๑๕.


                        สาธารณา จ จตฺตาโร                สมานา จ ทสาปเร
                        จุทฺทเสเต ปวุจฺจนฺติ                  สพฺพากุสลโยคิโน ฯ
            จุทฺทส ธรรม ๑๔ ประการ เอเต เหล่านี้ อิติ คือ สาธารณา จตฺตาโร จ อกุสลสาธารณะ ๔,  สมานา ทส อัญญสมานาเจตสิก ๑๐ อปเร เหล่าอื่น ปวุจฺจนฺติ ถูกเรียกว่า สพฺพากุสลโยคิโน สัพพา-กุสลโยคีเจตสิก.

            อเหตุเกสุ  ปน  หสนจิตฺเต  ตาว  ฉนฺทวชฺชิตา  อฺสมานา ทฺวาทส  ธมฺมา  สงฺคห  คจฺฉนฺติ  ฯ  ตถา  โวฏฺวเน  ฉนฺทปีติวชฺชิตา  ฯ  สุขสนฺตีรเณ  ฉนฺทวิริยวชฺชิตา  ฯ มโนธาตุติกาเหตุกปฏิสนฺธิยุคเล ฉนฺทปีติวิริยวชฺชิตาฯทฺวิปฺจวิฺาเณสุ ปกิณฺณกวชฺชิตา เต  เอว  สงฺคยฺหนฺติ  ฯ  สพฺพถาปิ  อฏฺารสสุ อเหตุเกสุ คณนวเสน จตุธาว          สงฺคโห โหตีติ ฯ
            ปน ส่วนว่า อเหตุเกสุ ในอเหตุกจิตทั้งหลาย ตาว ก่อนอื่น
            ทฺวาทส ธมฺมา ธรรม ๑๒ คือ อฃฺฃสมานา ฉนฺทวชฺชิตา อัญญสมานาเจตสิกเว้นฉันทะ คจฺฉนฺติ ย่อมถึง สงฺคหํ การสงเคราะห์ หสนจิตฺเต ในหสิตุปปาทจิต.
            ตถา ธรรม ๑๓ นั้นนั่นแหละ ฉนฺทปีติวชฺชิตา เว้นฉันทะและปีติ (เหลือ ๑๑) คจฺฉนฺติ ย่อมถึง สงฺคหํ การสงเคราะห์ โวฏฺฅวเน ในโวฏฐัพพนจิต. ตถา ธรรม ๑๓ นั้นนั่นแหละ ฉนฺทวิริยวชฺชิตา เว้นฉันทะและวิริยะ (เหลือ ๑๑) คจฺฉนฺติ ย่อมถึง สงฺคหํ การสงเคราะห์ สุขสนฺตีรเณ ในโสมนัสสันตีรณจิต.
            ตถา ธรรม ๑๓ นั่นแหละ ฉนฺทปีติวิริยวชฺชิตา เว้นฉันทะปีติและวิริยะ (เหลือ ๑๐) คจฺฉนฺติ ย่อมถึง สงฺคหํ การสงเคราะห์ มโนธาตุติกาเหตุกปฏิสนฺธิยุคเล ในมโนธาตุ ๓ (สัมปฏิจฉนจิต ๒และปัญจทวาราวัชชนจิต ๑) และอเหตุกปฏิสนธิทั้งคู่ (อุเบกขาสันตีรณจิต ๒).
            เต เอว ธรรม ๑๓ นั้นนั่นแหละ ปกิณฺณกวชฺชิตา เว้นปกิณณกเจตสิก (เหลือ ๗) สงฺคยฺหนฺติ ย่อมถูกสงเคราะห์ ทฺวิปฺจวิฺาเณสุ ในทวิปัญจวิญญาณจิต ๑๐.
              อฏฺารสสุ อเหตุเกสุ ในอเหตุกจิต ๑๘ โหติ ย่อมมี สงฺคโห สังคหนัย จตุธาว เพียง ๔ เท่านั้น คณนวเสน เกี่ยวกับการนับจำนวน สพฺพถาปิ แม้โดยประการทั้งปวง อิติ ด้วยประการฉะนี้.

                        ทฺวาทเสกาทส ทส                    สตฺต จาติ จตุพฺพิโธ
                        อฏฺารสาเหตุเกสุ                    จิตฺตุปฺปาเทสุ สงฺคโห ฯ
                        อเหตุเกสุ สพฺพตฺถ                   สตฺต เสสา ยถารห
                        อิติ วิตฺถารโต วุตฺตา                 เตตฺตึสวิธสงฺคหา ฯ
            จิตฺตุปฺปาเทสุ อฏฺฅารสาเหตุเกสุ  ในอเหตุกจิตตุปบาท ๑๘ ภเว พึงมี สงฺคโห สังคหนัย จตุพฺพิโธ ๔ นัย อิติ คือ  ทฺวาทส จ ธรรม ๑๒, เอกาทส จ ธรรม ๑๑, ทส จ  ธรรม ๑๐, สตฺต จ และ ธรรม ๗ .
            เสสา สตฺต ธรรมที่เหลือ ๗ โหนฺติ ย่อมมี อเหตุเกสุ ในอเหตุกจิต สพฺพตฺถ ทั้งปวง   ยถารหํ ตามสมควร.  
            เตตฺตึสวิธสงฺคหา สังคหนัย ๓๓ ประการ วุตฺตา อันข้าพเจ้ากล่าวแล้ว วิตฺถารโต โดยพิสดาร อิติ ด้วยประการฉะนี้.
                         
                        อิตฺถ จิตฺตาวิยุตฺตาน                 สมฺปโยคฺจ สงฺคห
                        ญตฺวา เภท ยถาโยค                  จิตฺเตน สมมุทฺทิเสติ ฯ
            ปณฺฑิโต บัณฑิต ฃตฺวา ครั้นได้รู้ สมฺปโยคํ จ สัมปโยคนัย ด้วย สงฺคหํ จ ซึ่งสังคหนัยด้วย จิตฺตาวิยุตฺตานํ แห่งสภาวะที่ไม่แยกกันด้วยจิต อิตฺถํ ด้วยประการดังนี้แล้ว  อุทฺทิเส พึงแสดง เภทํ ประเภท สมํ อันเสมอ  จิตฺเตน ด้วยจิต ยถาโยคํ ตามควรแก่การประกอบ อิติ ฉะนี้แล
อิติ อภิธมฺมตฺถสงฺคเห
เจตสิกสงฺคหวิภาโค นาม ทุติโย ปริจฺเฉโท ฯ
ปริจฺเฉโท ปริจเฉท ทุติโย ที่ ๒
เจตสิกสงฺคหวิภาโค นาม ชื่อว่า เจตสิกสังคหวิภาค
อภิธมฺมตฺถสงฺคเห ในปกรณ์อภิธัมมัตถสังคหะ

นิฏฺฅิโต จบแล้ว อิติ ด้วยประการฉะนี้

อภิธัมมัตถวิภาวินีฎีกา แปล ปริจเฉทที่ ๒ สังคหนัย จบปริจเฉทที่ ๒

สงฺคหนยวณฺณนา
สงฺคหนยวณฺณนา อธิบายสังคหนัย
มยา อันเรา วุจฺจเต จะกล่าว
๒๔๓. ‘‘ฉตฺตึสา’’ตฺยาทิ ตตฺถ ตตฺถ ยถารหํ ลพฺภมานกธมฺมวเสน คณนสงฺคโหฯ
นโย นัย อิติอาทิ มีว่า ฉตฺตึส ธรรม ๓๖ อันบัณฑิตย่อมได้ในอนุตรจิต เป็นต้น คณนสงฺคโห เป็นการสงเคราะห์จำนวนนับ ลพฺภมานกธมฺมวเสน โดยเนื่องด้วยธรรมที่ได้ ตตฺถ ตตฺถ ในจิตนั้นๆ ยถารหํ ตามควร.

๒๔๔. ปฐมชฺฌาเน นิยุตฺตานิ จิตฺตานิ, ตํ วา เอเตสํ อตฺถีติ ปฐมชฺฌานิกจิตฺตานิฯ อปฺปมญฺญานํ สตฺตารมฺมณตฺตา, โลกุตฺตรานญฺจ นิพฺพานารมฺมณตฺตา วุตฺตํ  ‘‘อปฺปมญฺญาวชฺชิตา’’ติฯ ‘‘ตถา’’ติ อิมินา อญฺญสมานา, อปฺปมญฺญาวชฺชิตา  โสภนเจตสิกา จ สงฺคหํ คจฺฉนฺตีติ อากฑฺฒติฯ อุเปกฺขาสหคตาติ วิตกฺกวิจารปีติสุขวชฺชา สุขฏฺฐานํ ปวิฏฺฐอุเปกฺขาย สหคตาฯ ปญฺจกชฺฌานวเสนาติ วิตกฺกวิจาเร วิสุ ํ วิสุ ํ อติกฺกมิตฺวา ภาเวนฺตสฺส นาติติกฺขญาณสฺส วเสน เทสิตสฺส ฌานปญฺจกสฺส วเสนฯ เต ปน เอกโต อติกฺกมิตฺวา ภาเวนฺตสฺส ติกฺขญาณสฺส วเสน เทสิตจตุกฺกชฺฌานวเสน ทุติยชฺฌานิเกสุ วิตกฺกวิจารวชฺชิตานํ สมฺภวโต จตุธา เอว สงฺคโห โหตีติ อธิปฺปาโยฯ
จิตฺตานิ จิตทั้งหลาย นิยุตฺตานิ ที่ประกอบแล้ว ฅมชฺฌาเน ในปฐมฌาน, วา อีกนัยหนึ่ง ตํ ปฅมชฺฌานํ ปฐมฌานนั้น อตฺถิ มีอยู่ เอเตสํ จิตฺตานํ แก่จิตเหล่านั้น อิติ เพราะเหตุนั้น ตานิ จิตฺตานิ จิตเหล่านั้น ปฅมชฺฌานิกจิตฺตานิ ชื่อว่า ปฐมฌานิกจิต จิตที่ประกอบในปฐมฌาน หรือจิตที่มีปฐมฌาน.
อาจริเยน ท่านอาจารย์ วุตฺตํ กล่าว อปฺปมฃฺฃาวชฺชิตา อิติ วจนํ คำว่า จิตที่เว้นจากอัปปมัญญา สตฺตารมฺมณตฺตา จ เพราะความที่ - อปฺปมฃฺฃานํ  แห่งอัปปมัญญา - มีสัตว์เป็นอารมณ์, นิพฺพานารมฺมณตฺตา จ และเพราะความที่ -  โลกุตฺตรานํแห่งโลกุตรจิต - มีพระนิพพานเป็นอารมณ์.
ตถา อิติ อิมินา ด้วยบทว่า ตถา อาจริโย ท่านอาจารย์ อากฑฺฒติ ย่อมชัก(ใจความ) อิติ ว่า อฃฺฃสมาตา จ อัญญสมานาเจตสิก, อปฺปมฃฺฃาวชฺชิตา โสภณเจตสิกา จ และโสภณเจตสิกเว้นอัปปมัญญา คจฺฉนฺติ ย่อมถึง สงฺคหํ ซึ่งการสงเคราะห์ ดังนี้มา.
อตฺโถ อรรถ อิติ ว่า ธรรมที่เว้นจากวิตก วิจาร ปีติ และสุข สหคตา ซึ่งสหรคต ปวิฏฺฅอุเปกฺขาย ด้วยอุเบกขา ที่เข้าถึงฐานะแห่งสุข (เข้าไปแทนที่สุข) ดังนี้ ปทสฺส แห่งบท อิติ ว่า อุเปกฺขาสหคตา ธรรมที่สหรคตด้วยอุเบกขา ดังนี้.
อตฺโถ อรรถ อิติ ว่า วเสน โดยความเกี่ยวข้องกัน ปฃฺจกชฺฌานสฺส แห่งฌานทั้ง ๕ เทสิตสฺส ซึ่งทรงแสดงไว้ วเสน โดยความเกี่ยวข้องกัน นาติติกฺขฃาณสฺส แห่งพระโยคีผู้มีปัญญาไม่แก่กล้านัก ภาเวนฺตสฺส ที่ทำฌานให้เกิด อติกฺกมิตฺวา โดยก้าวล่วง วิตกฺกวิจาเร ซึ่งวิตกและวิจารทั้งหลาย วิสุ วิสุ ได้ทีละอย่าง ดังนี้ ปทสฺส แห่งบท ปญฺจกชฺฌานวเสน ว่า โดยเนื่องด้วยปัญจกฌาน (ฌาน ๕) ดังนี้. อธิปฺปาโย อธิบาย อิติ ว่า ปน แต่ว่า เทสิตจตุกฺกชฺฌานวเสน โดยความเกี่ยวข้องกันแห่งจตุกกฌาน (ฌาน ๔) ที่ทรงแสดงไว้ วเสน โดยความเกี่ยวข้องกัน ติกฺขฃาณสฺส แห่งพระโยคีผู้มีปัญญาแก่กล้า ภาเวนฺตสฺส ผู้ทำให้ฌานเกิด อติกฺกมิตฺวา โดยก้าวล่วง เต วิตกและวิจารเหล่านั้น เอกโต โดยคราวเดียวกัน, สงฺคโห สังคหนัย โหติ ย่อมมี จตุธา เอว เพียง ๔ เท่านั้น สมฺภวโต เพราะ- วิตกฺกวิจารวชฺชิตานํ ธรรม( ๓๔ คืออัญญสมานา-เจตสิก)ที่เว้นวิตกและวิจาร - เกิด ทุติยชฺฌานิเกสุ ในโลกุตรจิต ๘ ที่ประกอบใน ทุติยฌาน ดังนี้.

๒๔๕. เตตฺติ ํสทฺวยํ จตุตฺถปญฺจมชฺฌานจิตฺเตสุฯ
เตตฺตึสทฺวยํ ธรรม ๓๓ สองครั้ง สิยา พึงมึ จตุตฺถปฃฺจมชฺฌานจิตฺเตสุ ในจิตที่มีจตุตถฌานครั้งหนึ่งและในปัญจมฌานครั้งหนึ่ง.
 ˜v

มหคฺคตจิตฺตสงฺคหนยวณฺณนา
มหคฺคตจิตฺตสงฺคหนยวณฺณนา อธิบายสังคหนัยในมหัคคตจิต
มยา อันเรา วุจฺจเต จะกล่าว
๒๔๖. ตีสูติ กุสลวิปากกิริยวเสน ติวิเธสุ สีลวิสุทฺธิวเสน สุวิโสธิตกายวจีปโยคสฺส เกวลํ จิตฺตสมาธานมตฺเตน มหคฺคตชฺฌานานิ ปวตฺตนฺติ, น ปน กายวจีกมฺมานํ วิโสธนวเสน, นาปิ ทุจฺจริตทุราชีวานํ สมุจฺฉินฺทนปฏิปฺปสฺสมฺภนวเสนาติ วุตฺตํ  ‘‘วิรติวชฺชิตา’’ติฯ ปจฺเจกเมวาติ วิสุ วิสุเยวฯ ปนฺนรสสูติ รูปาวจรวเสน ตีสุอารุปฺปวเสน ทฺวาทสสูติ ปนฺนรสสุฯ อปฺปมญฺญาโย น ลพฺภนฺตีติ เอตฺถ การณํ  วุตฺตเมวฯ
อตฺโถ อรรถ อิติ ว่า กุสลวิปากิริยวเสน ติวิเธสุ ในบรรดามหัคคตธรรม ๓ ประการ กุสลวิปากกิริยวเสน คือที่เป็นกุศล วิบากและกิริยา ดังนี้ ปทสฺส แห่งบท อิติ ว่า ตีสุ ในจิตที่ประกอบในปฐมฌาน ๓ ดวง.
มหคฺคตชฺฌานานิ มหัคคตฌาน ปวตฺตนฺติ ย่อมเป็นไป จิตฺตสมาธานมตฺเตน โดยสักว่าเป็นความตั้งมั่นแห่งจิต เกวลํ อย่างเดียว สุวิโสธิตกายวจีปโยคสฺส แก่พระโยคีผู้มีกายปโยคและวจีปโยคที่ตนชำระดีแล้ว สีลวิสุทฺธิวเสน ด้วยอำนาจของ สีลวิสุทธิ, ปน แต่ มิได้ ปวตฺตนฺติ เป็นไป วิโสธนวเสน โดยเกี่ยวกับเป็นการชำระ กายวจีกมฺมานํ ซึ่งกายกรรมและวจีกรรม, นาปิ อีกทั้งมิได้ ปวตฺตนฺติ เป็นไป สมุจฺฉินฺทนปสฺสมฺภนวเสน โดยเกี่ยวเป็นการละได้เด็ดขาดและความสงบระงับ ทุจฺจริตทุราชีวานํ ซึ่งทุจริตและการเลี้ยงชีพผิด อิติ เพราะเหตุนั้น วจนํ คำ อิติ ว่า วิรติวชฺชิตา เว้นวิรตี ดังนี้ อาจริเยน อันอาจารย์ วุตฺตํ กล่าวแล้ว.
อตฺโถ อรรถ อิติ ว่า วิสุ วิสุ เอว เป็นอย่างๆ นั่นเทียว ดังนี้ ปทสฺส แห่งบท อิติ ว่า ปจฺเจกเมว เป็นแต่ละอย่างนั่นเทียว ดังนี้.
อตฺโถ อรรถ อิติ ว่า ปนฺนรสสุ ในจิตที่ประกอบในปัญจมฌาน ๑๕ อิติ คือ ตีสุ ในธรรม ๓ รูปาวจวเสน ที่เป็นรูปาวจร, ทฺวาทสสุ ในธรรม ๑๒ อารุปฺปวเสน ที่เป็นอรูปาวจร ดังนี้ ปทสฺส แห่งบท อิติ ว่า ปนฺนรสสุ ในจิตที่ประกอบในปัญจมฌาน ๑๕ ดวง.
การณํ เหตุ เอตฺถ ในคำว่า อปฺปมฃฺฃาโย น ลพฺภนฺติ อัปปมัญญา ย่อมไม่ได้ ดังนี้ มยา อันเรา วุตฺตํ ได้แล้ว เอว นั่นเทียว.
มหคฺคตจิตฺตสงฺคหนยวณฺณนา นิฏฺฐิตาฯ
มหคฺคตจิตฺตสงฺคหนยวณฺณนา อธิบายสังคหนัยในมหัคคตจิต นิฏฺฐิตา จบแล้ว
˜v

กามาวจรโสภนจิตฺตสงฺคหนยวณฺณนา
กามาวจรโสภณจิตฺตสงฺคหนยวณฺณนา อธิบายสังคหนัยในกามาวจรโสภณจิต
มยา อันเรา วุจฺจเต จะกล่าว
๒๔๗. ปจฺเจกเมวาติ เอเกกาเยวฯ อปฺปมญฺญานํ หิ สตฺตารมฺมณตฺตา, วิรตีนญฺจ วีตกฺกมิตพฺพวตฺถุวิสยตฺตา นตฺถิ ตาสํ เอกจิตฺตุปฺปาเท สมฺภโวติฯ โลกิยวิรตีนํ เอกนฺต-กุสลสภาวตฺตา นตฺถิ อพฺยากเตสุ สมฺภโวติ วุตฺตํ ‘‘วิรติวชฺชิตา’’ติฯ   เตนาห ‘‘ปญฺจสิกฺขาปทากุสลาเยวา’’ติ ฯ อิตรถา สทฺธาสติอาทโย วิย ‘‘สิยา กุสลา, สิยา อพฺยากตา’’ติ วเทยฺยฯ ผลสฺส ปน มคฺคปฏิพิมฺพภูตตฺตา, ทุจฺจริตทุราชีวานํ ปฏิปฺปสฺสมฺภนโต จ  น  โลกุตฺตรวิรตีนํ เอกนฺตกุสลตา ยุตฺตาติ ตาสํ ตตฺถ อคฺคหณํฯ กามาวจรวิปากานมฺปิ เอกนฺตปริตฺตารมฺมณตฺตา, อปฺปมญฺญานญฺจ สตฺตารมฺมณตฺตา, วิรตีนมฺปิ เอกนฺต-กุสลตฺตา วุตฺตํ ‘‘อปฺปมญฺญาวิรติวชฺชิตา’’ติฯ

นนุ จ ปญฺญตฺตาทิอารมฺมณมฺปิ กามาวจรกุสลํ โหตีติ ตสฺส วิปาเกนปิ  กุสลสทิสารมฺมเณน ภวิตพฺพํ ยถา ตํ มหคฺคตโลกุตฺตรวิปาเกหีติ? นยิทเมวํ, กามตณฺหาธีนสฺส ผลภูตตฺตาฯ ยถา หิ ทาสิยา ปุตฺโต มาตรา อิจฺฉิตํ กาตุ ํ อสกฺโกนฺโต สามิเกเนว อิจฺฉิติจฺฉิตํ กโรติ, เอวํ กามตณฺหายตฺตตาย ทาสิสทิสสฺส กามาวจรกมฺมสฺส  วิปากภูตํ จิตฺตํ เตน คหิตารมฺมณํ อคฺคเหตฺวา กามตณฺหารมฺมณเมว คณฺหาตีติฯ
ทฺวาทสธาติ กุสลวิปากกิริยเภเทสุ ปจฺเจกํ จตฺตาโร จตฺตาโร ทุกาติ กตฺวา ตีสุ  ทฺวาทสธา.

อตฺโถ อรรถ อิติ ว่า เอเกกาเยว เป็นแต่ละอย่างๆ นั่นแหละ ดังนี้ ปทสฺส แห่งบท อิติ ว่า ปจฺเจกเมว ดังนี้. หิ จริงอยู่ สมฺภโว ความเกิดขึ้น เอกจิตฺตุปฺปาเท ในจิตตุปบาทเดียวกัน ตาสํ แห่งอัปปมัญญาและวิรตีเหล่านั้น นตฺถิ ย่อมไม่มี สตฺตารมฺมณตฺตา จ เพราะความที่ - อปฺปมฃฺฃานํ อัปปมัญญาทั้งหลาย - มีสัตว์เป็นอารมณ์,  วีติกฺกมิตพฺพวตฺถุวิสยตา จ และเพราะความที่ - วิรตีนํ แห่งวิรตีทั้งหลาย - มีอารมณ์ที่   วิรตีจะพึงก้าวล่วงเป็นอารมณ์ อิติ ฉะนี้แล.
สมฺภโว ความเกิดขึ้น ตาสํ โลกิยวิรตีนํ แห่งโลกียวิรตี อพฺยากเตสุ ในอัพพยากตจิต นตฺถิ ย่อมไม่มี เอกนฺตกุสลสภาวตฺตา เพราะความที่ ตาสํ แห่งวิรตีเหล่านั้น - มีสภาวะเป็นกุศลอย่างเดียว อิติ เพราะเหตุนั้น วจนํ คำ อิติ ว่า วิรติวชฺชิตา ที่เว้นวิรตี ดังนี้ อาจริเยน อันอาจารย์ วุตฺตํ กล่าวไว้แล้ว. เตน เพราะเหตุนั้น ภควา พระผู้มีพระภาค อาห จึงตรัส อิติ ว่า ปฃฺจสิกฺขาปทา กุสลาเยว แปลว่า ปฃฺจสิกฺขาปทาสิกขาบท ๕ กุสลาเยว เป็นกุศล อย่างเดียว ดังนี้. [ยทิ ถ้าว่า] อิตรถา ประการอย่างอื่น โลกิยวิรติโย คือ โลกิยวีรตี อเนกนฺตกุสลา ไม่เป็นกุศลอย่างเดียว วิย เหมือนอย่างกับ สทฺธาสติอาทโย ธรรมอื่นมีสัทธาและสติเป็นต้น ภควา พระผู้มีพระภาค วเทยฺย พึงตรัส สิกฺขาปทวิภงฺเค ในสิกขาบทวิภังค์ อิติว่า [สิกฺขาปทา สิกขาบท ปญฺจ] กุสลา เป็นกุศล สิยา ในบางคราว, อพฺยากตา เป็นอัพยากตะ สิยา ในบางคราว  ดังนี้.
ปน แต่ว่า เอกนฺตกุสลตา ความที่ - โลกุตฺตรวิรตีนํ แห่งวิรตีอันเป็นโลกุตระ - เป็นกุศลโดยส่วนเดียว น ยุตฺตา ไม่ถูกต้อง มคฺคปฏิพิมฺพภูตตฺตา จ เพราะความที่ ผลสฺส แห่งผลเป็นธรรมที่เปรียบได้กับมรรค ปฏิปฺปสฺสมฺภนโต จ และเพราะความที่ - ผลสฺส ผล- เป็นธรรมที่เข้าไปสงบระงับ ทุจฺจริตทุราชีวานํ ซึ่งทุจริตและการเลี้ยงชีพ อิติ  เพราะเหตุนั้น อคฺคหณํ จึงไม่ทรงถือเอา ตาสํ ซึ่งโลกุตรวิรตีเหล่านั้น ตตฺถ ในสิกขาปทวิภังค์นั้น.
วจนํ คำ อิติ ว่า อปฺปมฃฺฃาวิรติวชฺชิตา ที่เว้นอัปปมัญญาและวิรตี ดังนี้  อาจริเยน อันอาจารย์ วุตฺตํ กล่าวไว้แล้ว เอกนฺตปริตฺตารมฺมณตฺตา เพราะความที่ - กามาวจรวิปากานมฺปิ แม้แห่งกามาวจรวิบาก มีอารมณ์เป็นกามธรรมโดยส่วนเดียว, สตฺตารมฺมณตฺตา และเพราะความที่ - อปฺปมญฺญาน แห่งอัปปมัญญา - มีสัตว์เป็นอารมณ์, เอกนฺตกุสลตฺตา จ.และความที่ - วิรตีนมฺปิ แม้แห่งวิรตีทั้งหลาย - มีความเป็นกุศลโดยส่วนเดียว.
          โจทนา ท้วง อิติ ว่า ก็ กามาวจรกุสลํ กามาวจรกุศล ปญฺญตฺตาทิอารมฺมณมฺปิ  แม้ที่มีอารมณ์เป็นบัญญัติธรรมเป็นต้น โหติ ย่อมมี นนุ มิใช่หรือ อิติ เพราะเหตุนั้น วิปาเกนปิ แม้วิบาก ตสฺส ของกุศลนั้น กุสลสทิสารมฺมเณน ภวิตพฺพํ พึงมี อารมณ์เช่นเดียวกับกุศลนั้น ยถาตํ ราวกับ มหคฺคตโลกุตฺตรวิปาเกหิปิ แม้วิบากอันเป็นมหัคคตและโลกุตระ ? ดังนี้
          ปริหาโร แก้ อิติ ว่า อิทํ ข้อนี้ น เอวํ เป็นเหมือนอย่างนั้น หามิได้, ผลภูตตฺตา เพราะความที่ - กามาวจรกุสลวิปากสฺส แห่งวิบากแห่งกามาวจรกุศลนั้น - มีความเป็นผล   กามตณฺหาธีนสฺส แห่งธรรมอันอาศัยกามตัณหา
   หิ เหมือนอย่างว่า ปุตฺโต บุตร ทาสิยา แห่งนางทาสี อสกฺโกนฺโต ไม่อาจอยู่ กาตุ ํ เพื่ออันกระทำ อิจฺฉิตํ ซึ่งกิจ -มาตรา อันมารดา - ประสงค์แล้ว กโรติ ย่อมกระทำ อิจฺฉิติจฺฉิตํ กรรมอัน - สามิเกน อันนาย - ทั้งปรารถนาแล้วและปรารถนาแล้ว ยถา ฉันใด, จิตฺตํ จิต วิปากภูตํ ที่เป็นวิบาก กามาวจรกมฺมสฺส แห่งกามาวจรกรรม ทาสิสทิสสฺส ที่เป็นเช่นเดียวกับนางทาสี กามตณฺหายตฺตตาย เพราะความเป็นแห่งธรรมอันอาศัยนับเนื่องกับกามตัณหา อคฺคเหตฺวา ไม่ถือเอาแล้ว คหิตารมฺมณํ ซึ่งอารมณ์ เตน กามาวจรกมฺเมน  อันกามาวจรกรรมนั้นถือเอาแล้ว คณฺหาติ ย่อมถือเอา กามตณฺหารมฺมณํ เอว ซึ่งอารมณ์แห่งกามตัณหาเท่านั้น เอวํ ฉันนั้น ดังนี้.
อตฺโถ อรรถ อิติ ว่า ทฺวาทสธา โดย ๑๒ ประการ ในจิตเหล่านั้น กตฺวา เพราะกระทำ [อธิปฺปายํ ซึ่งความประสงค์อย่างนี้] อิติ คือ ปจฺเจกํ แต่ละประเภท กุสลวิปากกิริยเภเทสุ ในประเภทแห่งกุศล, วิบากและกิริยา ทุกา มีทุกะ จตฺตาโร จตฺตาโร ละ ๔ ดังนี้ ปทสฺส แห่งบท อิติ ว่า ทฺวาทสธา โดย ๑๒ ประการ ดังนี้.

๒๔๘. อิทานิ อิเมสุ ปฐมชฺฌานิกาทีหิ ทุติยชฺฌานิกาทีนํ เภทกรธมฺเม ทสฺเสตุ ํ ‘‘อนุตฺตเร ฌานธมฺมา’’ตฺยาทิ วุตฺตํฯ อนุตฺตเร จิตฺเต วิตกฺกวิจารปีติสุขวเสน  ฌานธมฺมา วิเสสกา เภทกาฯ มชฺฌิเม มหคฺคเต อปฺปมญฺญา, ฌานธมฺมา จฯ ปริตฺเตสุ กามาวจเรสุ วิรตี, ญาณปีตี จ อปฺปมญฺญา จ วิเสสกา, ตตฺถ วิรตี กุสเลหิ  วิปากกิริยานํ วิเสสกา, อปฺปมญฺญา กุสลกิริเยหิ วิปากานํ, ญาณปีตี ปน ตีสุ                 ปฐมยุคฬาทีหิ ทุติยยุคฬาทีนนฺติ ทฏฺฐพฺพํฯ
อิทานิ บัดนี้ วจนํ คำ อิติอาทิ เป็นต้นว่า อนุตฺตเร ฌานธมฺมา ในอนุตรจิตมีฌานธรรมทั้งหลาย อาจริเยน อันอาจารย์ วุตฺตํ กล่าวไว้ ทสฺเสตุ เพื่ออันแสดง อิเมสุ ในบรรดาเจตสิกธรรมเหล่านี้ เภทกรธมฺเม ซึ่งธรรมที่สร้างความต่างกัน ทุติยชฺฌานิกาทีนํ แห่งจิตที่ประกอบในทุติยฌานเป็นต้น ปฐมชฺฌานิกาทีหิ จากจิตที่ประกอบในปฐมฌานเป็นต้น.
ฌานธมฺมา ฌานธรรม วิตกฺกวิจารปีติสุขวเสน คือ วิตก วิจาร ปีติ และสุข  วิเสสกา  = เภทกา เป็นธรรมที่สร้างความต่างกัน  อนุตฺตเร จิตฺเต  ในอนุตรจิต.
อปฺปมฃฺฃา จ อัปปมัญญา ด้วย ฌานธมฺมา จ ฌานธรรม ด้วย เภทกา เป็นธรรมที่สร้างความต่างกัน มชฺฌิเม = มหคฺคเต ในมหัคคตจิต.
วิรตี จ วิรตี, ญาณปีติ จ ปัญญาและปีติ อปฺปมญฺญา จ ปละอัปปมัญญา ด้วย วิเสสกา เป็นธรรมที่สร้างความแปลกกัน ปริตฺเตสุ = กามาวจเรสุ ในกามาวจรจิต.
ทฏฺฐพฺพํ พึงเห็น  อิติ ว่า ตตฺถ ในธรรมทั้งหลายมีวิรตีเป็นต้นเหล่านั้น  วิรตี วิรตี วิเสสกา เป็นธรรมสร้างความต่างกัน วิปากกิริยานํ แห่งวิบากจิตและกิริยาจิต กุสเลหิ จากกุศลจิต, อปฺปมฃฺฃา อัปปมัญญา วิเสสกา เป็นธรรมสร้างความต่างกัน  วิปากานํ แห่งวิบากจิต กุสลกิริเยหิ จากกุศลจิตและกิริยาจิต, ปน ส่วน ตีสุ ในบรรดากามาวจรจิตทั้ง ๓ ประเภท นั้น ฃานปีติ ปัญญาและปีติ วิเสสกา เป็นธรรมสร้างความต่างกัน ทุติยยุคฬาทีนํ แห่งจิตคู่ที่ ๒ เป็นต้น ปฅมยุคฬาทีหิ จากจิตคู่ที่ ๑ เป็นต้น.

กามาวจรโสภนจิตฺตสงฺคหนยวณฺณนา นิฏฺฐิตาฯ
กามาวจรโสภณจิตฺตสงฺคหนยวณฺณนา อธิบายสังคหนัยในกามาวจรโสภณจิต
นิฏฺฅิตา จบแล้ว.

˜v

อกุสลจิตฺตสงฺคหนยวณฺณนา
อกุสลจิตฺตสงฺคหนยวณฺณนา อธิบายสังคหนัยในอกุศลจิต
มยา อันเรา วุจฺจเต จะกล่าว.
๒๔๙. ทุติเย อสงฺขาริเกติ ทิฏฺฐิวิปฺปยุตฺเต อสงฺขาริเก โลภมาเนน ตเถว   อญฺญสมานา, อกุสลสาธารณา จ เอกูนวีสติ ธมฺมาติ สมฺพนฺโธฯ
สมฺพนฺโธ เชื่อมความ อิติ ว่า ทิฏฺฐิวิปฺปยุตฺเต อสงฺขาริเก โลภมาเนน ตเถว  อญฺญสมานา, อกุสลสาธารณา จ เอกูนวีสติ ธมฺมา แปลว่า เอกูนวีสติ ธมฺมา ธรรม ๑๙ ตเถว อย่างนั้นนั่นแหละ อันได้แก่ อฃฺฃสมานา จ อัญญสมานาเจตสิก ๑๓, อกุสลสาธารณา จ อกุศลสาธารณเจตสิก ๔ โลภมาเนน พร้อมด้วยโลภะและมานะ (คจฺฉนฺติ ถึง สงฺคหํ ซึ่งการสงเคราะห์เข้า) อสงฺขาริเก ในอสังขาริกจิต  ทิฏฺฅิวิปฺปยุตฺเต ที่วิปยุตด้วยทิฏฐิ ดังนี้ ปททฺวเยสุ ในสองบท อิติ ว่า ทุติเย   อสงฺขาริเก ในอสังขาริกจิต ดวงที่ ๒ ดังนี้.

๒๕๐. ตติเยติ อุเปกฺขาสหคตทิฏฺฐิสมฺปยุตฺเต อสงฺขาริเกฯ
ปทํ บท อิติ ว่า ตติเย ตติเย ดังนี้ อสงฺขาริเก คือ ในอสังขาริกจิต อุเปกฺขาสหคตทิฏฺฐิสมฺปยุตฺเต ที่สหรคตด้วยอุเบกขาสัมปยุตด้วยทิฏฐิ.

๒๕๑. จตุตฺเถติ ทิฏฺฐิวิปฺปยุตฺเต อสงฺขาริเกฯ
ปทํ บท อิติ ว่า จตุตฺเถ จตุตฺเถ อสงฺขาริเก คือ ในอสังขาริกจิต ทิฏฺฐิวิปฺปยุตฺเต ที่วิปยุตด้วยทิฏฐิ.

๒๕๒. อิสฺสามจฺฉริยกุกฺกุจฺจานิ ปเนตฺถ ปจฺเจกเมว โยเชตพฺพานิ  ภินฺนารมฺมณตฺตาเยวาติ อธิปฺปาโยฯ
อธิปฺปาโย อธิบาย อิติ ว่า ปน แต่ เอตฺถ ฺจเม ปฏิฆสมฺปยุตฺเต  อสงฺขาริเก ในอสังขาริกจิตซึ่งสัมปยุตด้วยปฏิฆะ ดวงที่ นี้ อิสฺสามจฺฉริยกุกฺกุจฺจานิ อิสสามัจฉริยะและกุกกุจจะ โยเชตพฺพานิ อันบัณฑิต พึงประกอบ ปจฺเจกํ เอว ไว้เป็นอย่างๆ นั่นเทียว ภินฺนารมฺมณตฺตา เอว เพราะความที่มีอารมณ์ต่างกันนั่นเทียว.

๒๕๓. อธิโมกฺขสฺส นิจฺฉยาการปฺปวตฺติโต เทฺวฬฺหกสภาเว วิจิกิจฺฉาจิตฺเต สมฺภโว นตฺถีติ ‘‘อธิโมกฺขวิรหิตา’’ติ วุตฺตํฯ
สมฺภโว ความเกิดขึ้น (อธิโมกฺขสฺส แห่งอธิโมกข์) วิจิกิจฺฉาจิตฺเต ในจิตที่สัมปยุตด้วยวิจิกิจฉา เทฺวฬฺหกสภาเว ซึ่งมีความเป็นไปโดยประการสองเป็นสภาวะ นตฺถิ ย่อมไม่มี นิจฺฉยาการปฺปวตฺติโต เพราะความที่ - อธิโมกฺขสฺส แห่งอธิโมกข์ - เป็นไปโดยอาการที่ตัดสิน อิติ เพราะเหตุนั้น วจนํ คำ อิติ ว่า อธิโมกฺขวิรหิตา เว้นจากอธิโมกข์ ดังนี้ อาจริเยน อันอาจารย์ วุตฺตํ กล่าวไว้.

๒๕๔. เอกูนวีสติ ปฐมทุติยอสงฺขาริเกสุ, อฏฺฐารส ตติยจตุตฺถอสงฺขาริเกสุ, วีส ปญฺจเม อสงฺขาริเก, เอกวีส ปฐมทุติยสสงฺขาริเกสุ, วีสติ ตติยจตุตฺถสสงฺขาริเกสุ,   ทฺวาวีส ปญฺจเม สสงฺขาริเก, ปนฺนรส โมมูหทฺวเยติ เอวํ อกุสเล สตฺตธา ฐิตาติ โยชนาฯ
โยชนา การประกอบความ [อิมิสฺสํ คาถายํ ในคาถา นี้ อิติ ว่า
                              เอกูนวีสฏฺารส                    วีเสกวีส วีสติ
                         พาวีส ปณฺณรสาติ                สตฺตธากุสเล ิตา]     
 อิติ ว่า เอกูนวีสติ ปฐมทุติยอสงฺขาริเกสุ, อฏฺฐารส ตติยจตุตฺถอสงฺขาริเกสุ,  วีส ปญฺจเม อสงฺขาริเก, เอกวีส ปฐมทุติยสสงฺขาริเกสุ, วีสติ ตติยจตุตฺถสสงฺขาริเกสุ,  ทฺวาวีส ปญฺจเม สสงฺขาริเก, ปนฺนรส โมมูหทฺวเย (แปลว่า สตฺตธา สังคหนัย ๗ นัย ฅิตา ตั้งอยู่ อกุสเล ในอกุศลจิต เอวํ อย่างนี้ อิติ คือ เอกูนวีสติ ธมฺมา ธรรม ๑๙ ฅิตา ตั้งอยู่ ปฅมทุติยอสงฺขาริเกสุ ในอสังขาริกจิตดวงที่ ๑ และ ที่ ๒, อฏฺฅารส ธมฺมา ธรรม ๑๘ ฅิตา ตั้งอยู่ ตติยจตุตฺถอสงฺขาริเกสุ ในอสังขาริกจิตดวงที่ ๓ และ ที่ ๔, วีส ธมฺมา ธรรม ๒๐ ฅิตา ตั้งอยู่ ปฃฺจเม อสงฺขาริเก ในอสังขาริกจิตดวงที่ ๕, เอกวีส ธมฺมา ธรรรม ๒๑ ฅิตา ตั้งอยู่ ปฐมทุติยสสงฺขาริเกสุ ในสสังขาริกจิตดวงที่ ๑ และที่ ๒, วีสติ ธมฺมา ธรรม ๒๐ ฅิตา ตั้งอยุ่ ตติยจตุตฺถสสงฺขาริเกสุ ในสสังขาริกจิตดวงที่ ๓  และที่ ๔, ทฺวาวีส ธมฺมา ธรรม ๒๒ ฅิตา ตั้งอยู่ ปฃฺจเม สสงฺขาริเก ในสสังขาริกจิตดวงที่ ๕, ปณฺณรส ธมฺมา ธรรม ๑๕ ฅิตา ตั้งอยู่ โมมูหทฺวเย ในโมมูหจิตทั้งสองดวง ดังนี้.
๒๕๕. สาธารณา อกุสลานํ สพฺเพสเมว สาธารณภูตา จตฺตาโร สมานา จ   ฉนฺทปีติอธิโมกฺขวชฺชิตา อญฺญสมานา อปเร ทสาติ เอเต จุทฺทส ธมฺมา สพฺพากุสลโยคิโนติ ปวุจฺจนฺตีติ โยชนาฯ
โยชนา ประกอบความ [อิมิสฺสํ คาถายํ ในคาถานี้ อิติ ว่า
                              สาธารณา จ จตฺตาโร             สมานา จ ทสาปเร
                         จุทฺทเสเต ปวุจฺจนฺติ               สพฺพากุสลโยคิโน]
อิติ ว่า สาธารณา อกุสลานํ สพฺเพสเมว สาธารณภูตา จตฺตาโร สมานา จ ฉนฺทปีติอธิโมกฺขวชฺชิตา อญฺญสมานา อปเร ทสาติ เอเต จุทฺทส ธมฺมา    สพฺพากุสลโยคิโนติ ปวุจฺจนฺติ. (แปลว่า ธมฺมา ธรรม จุทฺทส ๑๔ เอเต เหล่านี้ อิติ คือ จตฺตาโร ธมฺมา จ ธรรม ๔ สาธารณา ที่สาธารณะ สาธารณภูตา คือว่า ที่เป็นธรรมอันทั่วไป อกุสลานํ แก่อกุศลทั้งหลาย สพฺเพสํ เอว ทั้งปวงนั่นเทียว สมานา ธมฺมา และธรรมที่เสมอกัน อฃฺฃสมานา คือว่า อัญญสมานาเจตสิก อปเร เหล่าอื่น ทส ๑๐ ฉนฺทปีติอธิโมกฺขวชฺชิตา ที่เว้นฉันทะ ปีติ และอธิโมกข์ ปณฺฑิเตน อันบัณฑิต ปวุจฺจนฺติ ย่อมเรียก อิติ ว่า สพฺพากุสลโยคิโน สัพพากุสลโยคี ธรรมที่ประกอบในอกุศลจิตได้ทุกดวง) ดังนี้.
อกุสลจิตฺตสงฺคหนยวณฺณนา นิฏฺฐิตาฯ
อกุสลจิตฺตสงฺคหนยวณฺณนา อธิบายสังคหนัยในอกุศลจิต นิฏฺฅิตา จบแล้ว.

˜v
อเหตุกจิตฺตสงฺคหนยวณฺณนา
อเหตุกจิตฺตสงฺคหนยวณฺณนา อธิบายสังคหนัยในอเหตุกจิต
มยา อันเรา วุจฺจเต จะกล่าว.

๒๕๖. ‘‘ตถา’’ติ อิมินา อญฺญสมาเน ปจฺจามสติฯ
อาจริโย ท่านอาจารย์ ปจฺจามสติ ย่อมระบุถึง อญฺญสมาเน อัญญสมานาเจตสิก อิมินา ด้วยบทนี้ อิติ ว่า ตถา อย่างนั้น ดังนี้.

๒๕๗. มโนวิญฺญาณธาตุยา วิย วิสิฏฺฐมนนกิจฺจาโยคโต มนนมตฺตา ธาตูติ   มโนธาตุฯ อเหตุกปฏิสนฺธิยุคเฬติ อุเปกฺขาสนฺตีรณทฺวเยฯ
ธาตุ ธาตุ (สภาวะ) มนนมตฺตา ที่เป็นเพียงสักว่ารู้ (อารมณ์) เท่านั้น วิสิฏฺฅมนนกิจฺจาโยคโต เพราะไม่ประกอบด้วยกิจคือการรู้ที่พิเศษ วิย เหมือน โยโค การประกอบ วิสิฏฺฅชานนกิจฺเจน ด้วยกิจคือการรู้ที่พิเศษ อารมฺมณสฺส ซึ่งอารมณ์ มโนวิฃฺฃาณ-ธาตุยา แห่งมโนวิญญาณธาตุ อิติ เพราะเหตุนั้น มโนธาตุ จึงเรียกว่า มโนธาตุ.
อตฺโถ อรรถ อิติ ว่า อุเปกฺขาสนฺตีรณทฺวเย ในอุเบกขาสันตีรณทั้งสอง ดังนี้ ปทสฺส แห่งบท อิติ ว่า อเหตุกปฏิสนฺธิยุคเฬ ในอเหตุกปฏิสนธิทั้งคู่ ดังนี้.

๒๕๘. ทฺวาทส หสนจิตฺเต, เอกาทส โวฏฺฐพฺพนสุขสนฺตีรเณสุ, ทส มโนธาตุตฺติกา-เหตุกปฏิสนฺธิยุคฬวเสน ปญฺจสุ, สตฺต ทฺวิปญฺจวิญฺญาเณสูติ อฏฺฐารสาเหตุเกสุ จิตฺตุปฺปาเทสุ สงฺคโห จตุพฺพิโธ โหตีติ โยชนาฯ
โยชนา ประกอบความ [อิมิสฺสํ คาถายํ ในคาถานี้ อิติ ว่า
                    ทฺวาทเสกาทส ทส                 สตฺต จาติ จตุพฺพิโธ
                     อฏฺารสาเหตุเกสุ                 จิตฺตุปฺปาเทสุ สงฺคโห]
อิติ ว่า ทฺวาทส หสนจิตฺเต, เอกาทส โวฏฺฐพฺพนสุขสนฺตีรเณสุ, ทส มโนธาตุตฺติกา-เหตุกปฏิสนฺธิยุคฬวเสน ปญฺจสุ, สตฺต ทฺวิปญฺจวิญฺญาเณสูติ อฏฺฐารสาเหตุเกสุ   จิตฺตุปฺปาเทสุ สงฺคโห จตุพฺพิโธ โหติ (แปลว่า สงฺคโห สังคหนัย จตุพฺพิโธ ๔ นัย โหติ ย่อมมี จิตฺตุปฺปาเทสุ ในจิตตุปบาท อเหตุเกสุ ที่เป็นอเหตุกะ อฏฺฅารส ๑๘ อิติ คือ  ทฺวาทส ธมฺมา ธรรม ๑๒ โหนฺติ ย่อมมี หสนจิตฺเต ในหสิตุปปาทจิต, เอกาทส ธมฺมา ธรรม ๑๑ โหนฺติ ย่อมมี โวฏฺฐพฺพนสุขสนฺตีรเณสุ ในโวฏฐัพพนะและโสมนัสสันตีรณจิต, ทส ธมฺมา ธรรม ๑๐ โหนฺติ ย่อมมี ปญฺจสุ อเหตุกจิต ๕ ดวง มโนธาตุตฺติกา-เหตุกปฏิสนฺธิยุคฬวเสน คือ มโนธาตุ ๓ อเหตุกปฏิสนธิทั้งคู่ , สตฺต ธมฺมา ธรรม ๗ โหนฺติ ย่อมมี  ทฺวิปญฺจวิญฺญาเณสุ ในทวิปัญจวิญญาณจิต ๑๐) ดังนี้.

๒๕๙. เตตฺตึสวิธสงฺคโหติ อนุตฺตเร ปญฺจ, ตถา มหคฺคเต, กามาวจรโสภเน ทฺวาทส, อกุสเล สตฺต, อเหตุเก จตฺตาโรติ เตตฺตึสวิธสงฺคโหฯ
อตฺโถ อรรถ อิติ ว่า เตตฺตึสวิธสงฺคโห สังคหนัย ๓๓ นัย อิติ คือ สงฺคหา ปฃฺจ สังคหนัย ๕ โหนฺติ ย่อมมี อนุตฺตเร ในอนุตรจิต, ตถา เหมือนอย่างนั้น คือ สงฺคหา ปฃฺจ สังคหนัย ๕ โหนฺติ ย่อมมี มหคฺคเต ในมหัคคตจิต, สงฺคหา ทฺวาทส สังคหนัย ๑๒ โหนฺติ ย่อมมี กามาวจรโสภเน ในกามาวจรโสภณจิต, สงฺคหา สตฺต สังคหนัย ๗ โหนฺติ ย่อมมี อกุสเล ในอกุศลจิต, สงฺคหา จตฺตาโร สังคหนัย ๔ โหนฺติ ย่อมมี อเหตุเก ในอเหตุกจิต ดังนี้ ปทสฺส แห่งบท อิติ ว่า เตตฺตึสวิธสงฺคโห สังคหนัย ๓๓ ดังนี้.

๒๖๐. อิตฺถํ ยถาวุตฺตนเยน จิตฺตาวิยุตฺตานํ เจตสิกานํ จิตฺตปริจฺเฉทวเสน วุตฺตํ สมฺปโยคญฺจ เจตสิกราสิปริจฺเฉทวเสน วุตฺตํ สงฺคหญฺจ ญตฺวา ยถาโยคํ จิตฺเตน สมํ เภทํ อุทฺทิเส ‘‘สพฺพจิตฺตสาธารณา ตาว สตฺต เอกูนนวุติจิตฺเตสุ อุปฺปชฺชนโต ปจฺเจกํ เอกูนนวุติวิธา, ปกิณฺณเกสุ วิตกฺโก ปญฺจปญฺญาสจิตฺเตสุ อุปฺปชฺชนโต ปญฺจปญฺญาส-วิโธ’’ตฺยาทินา กเถยฺยาติ อตฺโถฯ
ปณฺฑิโต บัณฑิต ฃตฺวา ทราบแล้ว สมฺปโยคฃฺจ ซึ่งสัมปโยคนัย วุตฺตํ ที่ตรัสไว้ จิตฺตปริจฺเฉทวเสน โดยเกี่ยวกับการกำหนดเอา สงฺคหฃฺจ และสังคหนัย วุตฺตํ ที่ตรัสไว้ เจตสิกราสิปริจฺเฉทวเสน โดยเกี่ยวกับการกำหนดเอากองแห่งเจตสิก เจตสิกานํ แห่งเจตสิก จิตฺตาวิยุตฺตานํ อันเป็นธรรมที่ไม่แยกออกจากจิต อิตฺถํ อย่างนี้ ยถาวุตฺต-นเยน คือว่า โดยนัยดังกล่าวมาแล้ว อุทฺทิเส พึงแสดง เภทํ ประเภท สมํ ให้เท่ากัน    จิตฺเตน ด้วยจิต ยถาโยคํ ตามควรแก่การประกอบได้
อตฺโถ อธิบาย อิติ ว่า ปณฺฑิโต บัณฑิต กเถยฺย พึงกล่าว อิติอาทินา โดยนัยเป็นต้น ว่า ตาว ก่อนอื่น สพฺพจิตฺตสาธารณา สัพพจิตตสาธารณเจตสิก สตฺต ปจฺเจกํ แต่ละดวง เอกูนนวุติวิธา มี ๘๙ ดวง อุปฺปชฺชนโต เพราะเกิดได้  เอกูนนวุติจิตฺเตสุ ในจิต ๘๙ ดวง, ปกิณฺณเกสุ ในบรรดาปกิณณกเจตสิก วิตกฺโก วิตก ปญฺจปญฺญาส- วิโธ มี ๕๕  ดวงอุปฺปชฺชนโต เพราะเกิดได้ ปญฺจปญฺญาสจิตฺเตสุ ในจิต ๕๕ ดังนี้.

อเหตุกจิตฺตสงฺคหนยวณฺณนา นิฏฺฐิตาฯ
อเหตุกจิตฺตสงฺคหนยวณฺณนา อธิบายสังคหนัยในอเหตุกจิต นิฏฺฅิตา จบแล้ว.

อิติ อภิธมฺมตฺถวิภาวินิยา นาม อภิธมฺมตฺถสงฺคหวณฺณนาย
เจตสิกปริจฺเฉทวณฺณนา นิฏฺฐิตาฯ
เจตสิกปริจฺเฉทวณฺณนา อธิบายปริจเฉทว่าด้วยเจตสิก
อภิธมฺมตฺถสงฺคหวณฺณนาย ในปกรณ์ที่อธิบายปกรณ์อภิธัมมัตถสังคหะ
อภิธมฺมตฺถวิภาวินิยา นาม อันมีนามว่า อภิธัมมัตถวิภาวินี
นิฏฺฅิตา จบแล้ว อิติ ด้วยประการฉะนี้แล.


....